Saturday, January 24, 2026
25.6 C
Bangkok

คำศัพท์เทรดหุ้น เข้าใจศัพท์เทคนิค เทรดอย่างมั่นใจ

สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนทุกคน! ผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่กำลังสนใจ หรือ กำลังเริ่มต้นเข้าสู่โลกของการลงทุนในหุ้น คงจะรู้สึกตื่นเต้นปนหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย เหมือนกับตอนผมเริ่มต้นใหม่ๆ นั่นแหละครับ สิ่งหนึ่งที่ผมพบว่าเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับมือใหม่ (รวมถึงตัวผมเองในตอนนั้น) ก็คือ “ภาษา” ครับ ใช่แล้วครับ ภาษาที่ใช้ในวงการนี้ มันช่างแตกต่างจากภาษาที่เราใช้ในชีวิตประจำวันเสียเหลือเกิน

ลองนึกภาพตามนะครับ เรากำลังอ่านบทวิเคราะห์หุ้นอยู่ดีๆ ก็เจอคำว่า “Bid”, “Offer”, “Market Order”, “Limit Order” โผล่ขึ้นมาเต็มไปหมด แล้วแบบนี้เราจะเข้าใจได้ยังไงล่ะ? ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดีครับ เพราะผมเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว

วันนี้ผมเลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ พร้อมทั้งไขข้อข้องใจเกี่ยวกับคำศัพท์เทคนิคต่างๆ ที่ใช้ในการเทรดหุ้น เพื่อช่วยให้เพื่อนๆ สามารถก้าวเข้าสู่โลกแห่งการลงทุนได้อย่างมั่นใจ ไม่หลงทาง และไม่ต้องเสียเวลาไปกับการงมโข่งหาความหมายของศัพท์เหล่านี้อีกต่อไป ถ้าพร้อมแล้วก็ไปลุยกันเลย!

ทำความรู้จักกับคำศัพท์พื้นฐานในการเทรดหุ้น

ก่อนที่เราจะไปลงลึกในเรื่องของกลยุทธ์ หรือ เทคนิคการลงทุนต่างๆ สิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนเลยก็คือ “คำศัพท์” ครับ เพราะคำศัพท์เหล่านี้เปรียบเสมือน “กุญแจ” ที่จะไขประตูสู่ความสำเร็จในการลงทุน ถ้าเราไม่เข้าใจภาษา เราก็คงไม่สามารถเข้าใจกลไกการทำงานของตลาดหุ้นได้อย่างแท้จริง

เอาล่ะครับ มาเริ่มกันที่คำศัพท์พื้นฐานที่เราควรรู้จักกันก่อนเลยดีกว่า

  • Bid (ราคาเสนอซื้อ): ง่ายๆ เลยครับ Bid ก็คือ ราคาที่ “เรา” ยินดีที่จะ “ซื้อ” หุ้นตัวนั้นๆ ณ เวลานั้นๆ เช่น ถ้าเราเห็น Bid ของหุ้น A อยู่ที่ 10 บาท นั่นหมายความว่า มีคนพร้อมที่จะซื้อหุ้น A ในราคา 10 บาท ณ ขณะนั้น
  • Ask/Offer (ราคาเสนอขาย): ตรงข้ามกับ Bid ครับ Ask หรือ Offer ก็คือ ราคาที่ “เจ้าของหุ้น” ยินดีที่จะ “ขาย” หุ้นตัวนั้นๆ ให้กับเรา เช่น ถ้าเราเห็น Ask ของหุ้น A อยู่ที่ 10.50 บาท นั่นหมายความว่า มีคนพร้อมที่จะขายหุ้น A ให้เราในราคา 10.50 บาท ณ ขณะนั้น
  • Spread (ส่วนต่างราคา): Spread คือ ส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask ซึ่งเป็นค่าตอบแทนของ Market Maker หรือ ผู้ดูแลสภาพคล่อง ยกตัวอย่างเช่น ถ้า Bid ของหุ้น A อยู่ที่ 10 บาท และ Ask อยู่ที่ 10.50 บาท Spread ก็คือ 0.50 บาท
  • Market Order (คำสั่งซื้อขายที่ราคาตลาด): เป็นคำสั่งซื้อขายที่เราต้องการให้ ” khớp ” ทันที ณ ราคาตลาดปัจจุบัน โดยที่เราไม่ได้ระบุราคาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว คำสั่ง Market Order มักจะ ” khớp ” ที่ราคา Ask (ถ้าเป็นคำสั่งซื้อ) หรือ Bid (ถ้าเป็นคำสั่งขาย)
  • Limit Order (คำสั่งซื้อขายที่ราคาจำกัด): เป็นคำสั่งซื้อขายที่เรา “ระบุราคา” ไว้ โดยคำสั่งจะ ” khớp ” ก็ต่อเมื่อมีคนเสนอซื้อหรือขายในราคาที่เราต้องการเท่านั้น เช่น ถ้าเราต้องการซื้อหุ้น A ที่ราคา 10 บาท และส่งคำสั่ง Limit Order ไป คำสั่งนี้จะ ” khớp ” ก็ต่อเมื่อมีคนเสนอขายหุ้น A ที่ราคา 10 บาท เท่านั้น
  • Volume (ปริมาณการซื้อขาย): หมายถึง จำนวนหุ้นที่ถูกซื้อขายในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึง “สภาพคล่อง” ของหุ้นตัวนั้นๆ ถ้าหุ้นตัวไหนมี Volume สูง ก็แสดงว่ามีคนสนใจซื้อขายหุ้นตัวนั้นเยอะ ทำให้เราสามารถซื้อขายได้ง่าย ไม่ติดขัด
  • Market Cap (มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด): เป็นมูลค่ารวมของหุ้นทั้งหมดของบริษัท คำนวณได้จาก ราคาหุ้น x จำนวนหุ้นทั้งหมด ซึ่ง Market Cap มักถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการแบ่งขนาดของบริษัท เช่น บริษัทขนาดใหญ่ (Large Cap), บริษัทขนาดกลาง (Mid Cap), และ บริษัทขนาดเล็ก (Small Cap)

เจาะลึกคำศัพท์เทคนิค สำหรับนักลงทุนขั้นสูง

หลังจากที่เราคุ้นเคยกับคำศัพท์พื้นฐานกันไปบ้างแล้ว คราวนี้เรามาต่อกันที่คำศัพท์เทคนิค ที่มักจะปรากฏในบทวิเคราะห์ หรือ ข่าวสารเกี่ยวกับหุ้นกันบ้าง ซึ่งคำศัพท์เหล่านี้อาจจะดูซับซ้อน แต่ถ้าเราเข้าใจความหมายของมัน ก็จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ และ ตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • P/E Ratio (อัตราส่วนราคาต่อกำไร): เป็นอัตราส่วนที่ใช้ประเมินมูลค่าของหุ้น โดยคำนวณจาก ราคาหุ้น / กำไรสุทธิต่อหุ้น P/E Ratio จะบอกเราว่า เราต้องจ่ายเงินกี่บาท เพื่อที่จะได้กำไร 1 บาทจากหุ้นตัวนั้น
  • Dividend Yield (อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล): เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงผลตอบแทนจากเงินปันผล คำนวณจาก เงินปันผลต่อหุ้น / ราคาหุ้น ซึ่ง Dividend Yield จะช่วยให้เราเปรียบเทียบผลตอบแทนจากเงินปันผลของหุ้นแต่ละตัวได้
  • ROE (Return on Equity): เป็นอัตราส่วนที่วัดประสิทธิภาพในการทำกำไรของบริษัท โดยคำนวณจาก กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น ROE จะบอกเราว่า บริษัทสามารถนำเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นไปสร้างผลกำไรได้มากน้อยแค่ไหน
  • EPS (Earnings per Share): หมายถึง กำไรสุทธิต่อหุ้น คำนวณจาก กำไรสุทธิ / จำนวนหุ้นทั้งหมด EPS เป็นตัวบ่งชี้ถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัท
  • BVPS (Book Value per Share): หมายถึง มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น คำนวณจาก ส่วนของผู้ถือหุ้น / จำนวนหุ้นทั้งหมด BVPS แสดงให้เห็นถึงมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
  • Moving Average (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่): เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มของราคาหุ้น โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยของราคาหุ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่ง Moving Average จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของแนวโน้มราคา และ จุดกลับตัวของราคาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
  • RSI (Relative Strength Index): เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้วัด “โมเมนตัม” ของราคาหุ้น โดย RSI จะมีค่าอยู่ระหว่าง 0 – 100 ซึ่งค่าที่สูงกว่า 70 บ่งชี้ว่าหุ้นอยู่ในภาวะ ” Overbought ” (ซื้อมากเกินไป) ส่วนค่าที่ต่ำกว่า 30 บ่งชี้ว่าหุ้นอยู่ในภาวะ ” Oversold ” (ขายมากเกินไป)
  • MACD (Moving Average Convergence Divergence): เป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์โมเมนตัม และ แนวโน้มของราคาหุ้น โดย MACD จะเกิดจากการนำค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 เส้น มาลบกัน ซึ่งจะช่วยให้เรามองเห็นสัญญาณซื้อ หรือ ขาย ได้อย่างชัดเจน

เทรดหุ้นอย่างมั่นใจ ด้วยความเข้าใจใน “ภาษา” ของตลาด

เป็นยังไงกันบ้างครับ พอจะเข้าใจคำศัพท์ที่ใช้ในการเทรดหุ้นกันมากขึ้นบ้างหรือยัง? ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ และ ช่วยให้เพื่อนๆ สามารถก้าวเข้าสู่โลกแห่งการลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้นนะครับ

อย่าลืมนะครับ การลงทุนมีความเสี่ยง เราควรศึกษาหาความรู้ และ ทำความเข้าใจใน “ภาษา” ของตลาด ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน เพื่อลดความเสี่ยง และ เพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดี

สุดท้ายนี้ ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนโชคดีในการลงทุนนะครับ!

Hot this week

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

Topics

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

PMI/ISM อ่านอย่างไร คู่มืออ่านดัชนีผู้จัดการจัดซื้อสำหรับเทรดเดอร์

PMI/ISM ไม่ใช่ตัวเลขสวยๆ ที่โผล่ในปฏิทินเศรษฐกิจเดือนละครั้ง แต่คือเสียงจากผู้จัดการจัดซื้อที่อยู่หน้าโรงงานและออฟฟิศจริงๆ บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่พื้นฐานว่า PMI คืออะไร ISM ต่างจาก PMI เจ้าอื่นอย่างไร กลไก 50 จุดแปลว่าอะไร รวมถึงวิธีอ่าน PMI/ISM แบบทีละขั้นสำหรับเทรดเดอร์ทองและ Forex ที่ต้องการมองเกมเศรษฐกิจให้ขาดกว่าเดิม

ลูปจัดการอารมณ์ที่กั้นระหว่างเทรดเดอร์รอดกับพอร์ตพัง

ส่วนใหญ่พอร์ตไม่ได้พังเพราะกราฟ แต่พังเพราะเทรดเดอร์ไม่เคยรู้เลยว่า ช่วงไหน “ระบบคุมมือ” ช่วงไหน “อารมณ์คุมมือ”ไม้ที่เข้าเพราะ FOMO ดูเผิน ๆ ก็เหมือนไม้ปกติ แค่เห็นกราฟวิ่ง เห็นคนอื่นโชว์กำไร ก็รีบกดโดยไม่ทันเช็ก RR...

หลายครั้งไม่ได้แพ้ที่ “ทิศทางราคา” แต่แพ้ที่ “เหตุผลในการเข้าไม้”

ฝั่งหนึ่งเข้าเพราะกลัวตกรถ ราคาไปทางไหนก็วิ่งตาม อีกฝั่งหนึ่งเข้าเพราะรู้ชัดว่า ตรงนี้คือโซนได้เปรียบของตัวเอง Risk/Reward คุ้ม และยอมรับผลลัพธ์ได้ถ้าเราเคยไล่ซื้อทุกแท่งเขียว เคยเห็นคนอื่นกำไรแล้วทนไม่ได้ เคยเข้าตามฟีลโดยไม่รู้จุดตัดขาดทุน แปลว่าเรากำลังเล่นเกมแบบ “แมงเม่า / นักพนัน” อยู่เงียบ ๆแต่...
spot_img

Related Articles

Popular Categories

spot_imgspot_img