Saturday, January 24, 2026
23.9 C
Bangkok

Google (Alphabet) ครองโลกการค้นหา และ นวัตกรรม

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้ผมอยากจะมาพูดถึงเรื่องราวของยักษ์ใหญ่แห่งโลกเทคโนโลยีที่ไม่มีใครไม่รู้จัก นั่นก็คือ Google หรือ Alphabet นั่นเองครับ เชื่อว่าหลายๆ คนคงคุ้นเคยกับการใช้ Google ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูลต่างๆ ผ่าน Search Engine การเช็คอีเมลผ่าน Gmail หรือการดูวิดีโอผ่าน YouTube แต่รู้หรือไม่ครับว่าเบื้องหลังความสำเร็จของ Google นั้นมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง?

วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันครับ ตั้งแต่ธุรกิจหลักอย่างการค้นหา ไปจนถึงรายได้จากโฆษณา และการลงทุนในเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง AI รถยนต์ไร้คนขับ (Waymo) และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมแล้วก็ตามผมมาเลยครับ!

การค้นหา: หัวใจหลักของ Google

แน่นอนครับว่าจุดเริ่มต้นของ Google นั้นมาจาก Search Engine ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ใครจะไปคิดล่ะครับว่าจากหน้าเว็บสีขาวๆ พร้อมช่องพิมพ์ข้อความธรรมดาๆ จะกลายมาเป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนแปลงโลกอย่างทุกวันนี้

สิ่งที่ทำให้ Google แตกต่างจาก Search Engine เจ้าอื่นๆ ในยุคแรกๆ ก็คือ อัลกอริทึม PageRank ครับ อัลกอริทึมนี้จะทำการจัดอันดับเว็บไซต์ต่างๆ โดยดูจากจำนวนและคุณภาพของลิงก์ที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์นั้นๆ ยิ่งมีเว็บไซต์คุณภาพสูงลิงก์มาหาเยอะเท่าไหร่ เว็บไซต์นั้นก็จะยิ่งมีอันดับสูงขึ้นในการค้นหาเท่านั้น

ด้วยความแม่นยำและความสามารถในการค้นหาข้อมูลที่ตรงใจผู้ใช้งาน Google จึงค่อยๆ ครองใจผู้คนทั่วโลก และกลายเป็น Search Engine อันดับหนึ่งที่ไม่มีใครเทียบได้ แม้แต่ในปัจจุบันที่คู่แข่งอย่าง Bing หรือ DuckDuckGo พยายามจะท้าชิงบัลลังก์ แต่ Google ก็ยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่มากกว่า 90% ทั่วโลก

โฆษณา: แหล่งรายได้มหาศาล

เคยสงสัยไหมครับว่า Google มีรายได้มหาศาลขนาดนี้มาจากไหน? คำตอบก็คือ โฆษณา นั่นเองครับ! Google มีแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์ที่ทรงพลังมากๆ ไม่ว่าจะเป็น Google Ads, Google AdSense หรือ YouTube Ads ซึ่งช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่ทำให้แพลตฟอร์มโฆษณาของ Google โดดเด่นก็คือ การกำหนดเป้าหมายที่แม่นยำ ครับ Google สามารถวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล เพื่อแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของแต่ละบุคคล ทำให้โฆษณามีโอกาสได้รับการคลิกและสร้างยอดขายได้มากขึ้น

นอกจากนี้ Google ยังมีเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามผลลัพธ์ของแคมเปญโฆษณาได้อย่างละเอียด ทำให้สามารถปรับกลยุทธ์และเพิ่มประสิทธิภาพในการโฆษณาได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้เอง ธุรกิจทั่วโลกจึงยอมทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อลงโฆษณากับ Google

AI: อนาคตของ Google

Google ไม่ได้หยุดอยู่แค่การค้นหาและโฆษณาครับ แต่ยังมุ่งมั่นพัฒนา ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ Google Assistant ผู้ช่วยเสมือนจริงที่สามารถตอบคำถาม สั่งงาน หรือควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้านได้ เพียงแค่ใช้เสียงสั่ง นอกจากนี้ Google ยังใช้ AI ในการพัฒนา Search Engine ให้มีความสามารถในการเข้าใจภาษาธรรมชาติมากขึ้น ทำให้การค้นหาข้อมูลมีความแม่นยำและตรงใจผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น

ล่าสุด Google ได้เปิดตัว Gemini AI Chatbot ที่สามารถตอบคำถาม สร้างเนื้อหา หรือแปลภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งถือเป็นคู่แข่งโดยตรงของ ChatGPT จาก OpenAI เลยทีเดียว การแข่งขันในโลกของ AI กำลังดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ และ Google ก็พร้อมที่จะเป็นผู้นำในด้านนี้

Waymo: ปฏิวัติวงการขนส่ง

อีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามองของ Google ก็คือ Waymo บริษัทพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเทคโนโลยีนี้เลยก็ว่าได้

Waymo กำลังทดสอบรถยนต์ไร้คนขับในหลายเมืองทั่วโลก และมีแผนที่จะเปิดให้บริการรถแท็กซี่ไร้คนขับในอนาคตอันใกล้นี้ หาก Waymo ประสบความสำเร็จ นี่อาจจะเป็นการปฏิวัติวงการขนส่งครั้งใหญ่ ที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกเลยทีเดียว 

ธุรกิจอื่นๆ ของ Alphabet

นอกจากธุรกิจหลักๆ ที่กล่าวมาแล้ว Alphabet ยังมีบริษัทลูกอีกมากมายที่ดำเนินธุรกิจในหลากหลาย เช่น

  • YouTube: แพลตฟอร์มแชร์วิดีโอที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • Android: ระบบปฏิบัติการมือถือที่ได้รับความนิยมสูงสุด
  • Google Cloud: บริการ Cloud Computing สำหรับธุรกิจ
  • Fiber: บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
  • Verily: บริษัทด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
  • Calico: บริษัทวิจัยและพัฒนายา

จะเห็นได้ว่า Alphabet ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็น Search Engine แต่กำลังขยายธุรกิจไปในหลากหลาย เพื่อสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งและครอบคลุมทุกด้านของชีวิต

บทสรุป

Google หรือ Alphabet ถือเป็นยักษ์ใหญ่แห่งโลกเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนทั่วโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ ด้วยการครองตลาด Search Engine รายได้มหาศาลจากโฆษณา และการลงทุนในเทคโนโลยีล้ำสมัย ทำให้ Google ยังคงเป็นบริษัทที่น่าจับตามองและมีอนาคตที่สดใสรออยู่ข้างหน้า

Hot this week

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

Topics

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

PMI/ISM อ่านอย่างไร คู่มืออ่านดัชนีผู้จัดการจัดซื้อสำหรับเทรดเดอร์

PMI/ISM ไม่ใช่ตัวเลขสวยๆ ที่โผล่ในปฏิทินเศรษฐกิจเดือนละครั้ง แต่คือเสียงจากผู้จัดการจัดซื้อที่อยู่หน้าโรงงานและออฟฟิศจริงๆ บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่พื้นฐานว่า PMI คืออะไร ISM ต่างจาก PMI เจ้าอื่นอย่างไร กลไก 50 จุดแปลว่าอะไร รวมถึงวิธีอ่าน PMI/ISM แบบทีละขั้นสำหรับเทรดเดอร์ทองและ Forex ที่ต้องการมองเกมเศรษฐกิจให้ขาดกว่าเดิม

ลูปจัดการอารมณ์ที่กั้นระหว่างเทรดเดอร์รอดกับพอร์ตพัง

ส่วนใหญ่พอร์ตไม่ได้พังเพราะกราฟ แต่พังเพราะเทรดเดอร์ไม่เคยรู้เลยว่า ช่วงไหน “ระบบคุมมือ” ช่วงไหน “อารมณ์คุมมือ”ไม้ที่เข้าเพราะ FOMO ดูเผิน ๆ ก็เหมือนไม้ปกติ แค่เห็นกราฟวิ่ง เห็นคนอื่นโชว์กำไร ก็รีบกดโดยไม่ทันเช็ก RR...

หลายครั้งไม่ได้แพ้ที่ “ทิศทางราคา” แต่แพ้ที่ “เหตุผลในการเข้าไม้”

ฝั่งหนึ่งเข้าเพราะกลัวตกรถ ราคาไปทางไหนก็วิ่งตาม อีกฝั่งหนึ่งเข้าเพราะรู้ชัดว่า ตรงนี้คือโซนได้เปรียบของตัวเอง Risk/Reward คุ้ม และยอมรับผลลัพธ์ได้ถ้าเราเคยไล่ซื้อทุกแท่งเขียว เคยเห็นคนอื่นกำไรแล้วทนไม่ได้ เคยเข้าตามฟีลโดยไม่รู้จุดตัดขาดทุน แปลว่าเรากำลังเล่นเกมแบบ “แมงเม่า / นักพนัน” อยู่เงียบ ๆแต่...
spot_img

Related Articles

Popular Categories

spot_imgspot_img