Tuesday, February 10, 2026
29.6 C
Bangkok

เข้าใจง่ายกับการสร้างรายได้แบบ Passive จาก Staking และ Yield Farming ในคริปโต

เริ่มต้นเลยนะครับ เมื่อพูดถึงโลกของคริปโตและการสร้างรายได้แบบ passive ที่ไม่ต้องนั่งเทรดตลอดเวลา Staking และ Yield Farming เป็นสองเครื่องมือที่หลายคนอาจเคยได้ยิน หรือบางคนอาจเล่นจนพอประสบความสำเร็จแล้ว วันนี้ผมอยากแชร์ความเข้าใจในแบบที่เป็นกันเอง สบายๆ แต่ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้นักลงทุนคริปโตในบ้านเรานำไปใช้เพิ่มรายได้แบบ passive กันได้จริง

มาเริ่มกันที่คำว่า Staking ก่อน ผมคิดว่าหลายคนคงจะสงสัยว่า “เอ๊ะ…มันคืออะไร ทำไมต้องเอาเหรียญไปล็อกไว้?” ง่ายๆ เลยครับ Staking คือการที่เรานำเหรียญคริปโตที่รองรับระบบ Proof of Stake หรือแบบอื่น ที่ต้องการให้เราช่วยรักษาความปลอดภัยเครือข่ายโดยการล็อกเหรียญเหล่านั้นไว้ในระบบ เวลาเราทำแบบนี้ เราจะได้รับผลตอบแทนเป็นรางวัลจากเครือข่ายนั้น ๆ คล้ายกับการฝากเงินในธนาคารแล้วได้ดอกเบี้ยนั่นเอง

จุดนี้เองที่ทำให้การ Staking เป็นที่นิยมมาก เพราะนอกจากจะช่วยรักษาเครือข่ายบล็อกเชนให้ปลอดภัยแล้ว เรายังได้เงินรางวัลแบบ passive โดยที่ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อนเลย แถมเหรียญที่นำไป staking ส่วนใหญ่มักจะถูกล็อกไว้ในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้นักลงทุนต้องคิดอย่างรอบคอบก่อนว่า จะล็อกเหรียญไหน และระยะเวลานานเท่าใด เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการขายเมื่อราคาเคลื่อนไหว

ในทางกลับกัน Yield Farming หรือการทำฟาร์มผลตอบแทน เป็นแนวทางที่ให้เรานำเหรียญไปฝากไว้ในแพลตฟอร์ม DeFi ที่เปิดให้เรายืมเงินหรือให้สภาพคล่องกับกลุ่มชุมชน ผมขอยกตัวอย่างให้ง่ายคือ เราเอาเหรียญไปใส่ในพูล (Pool) ที่ใช้แลกเปลี่ยนกันในตลาดแบบกระจาย เช่น DEXs (Decentralized Exchanges) แล้วรับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมหรือผลตอบแทนที่แพลตฟอร์มนั้นจ่ายให้

ประโยชน์ของ Yield Farming คือความยืดหยุ่น เพราะเราสามารถโยกย้ายเหรียญไปวางในพูลต่าง ๆ ได้ตามแนวโน้มตลาดและการได้ผลตอบแทนสูงสุด ที่สำคัญเรามักจะไม่ได้ถูกล็อกเหรียญไว้เหมือนกับ staking ซึ่งทำให้มีความคล่องตัวมากขึ้น แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่ซับซ้อน เช่น ความผันผวนของราคา, ความเสี่ยงจากแพลตฟอร์ม DeFi บางแห่ง และเทคนิคทางการเงินที่ต้องเข้าใจดี

หลายคนสงสัยว่า แล้วเราควรจะเลือกทำ Staking หรือ Yield Farming ดีล่ะ? คำตอบของผมขึ้นอยู่กับลักษณะการลงทุนของแต่ละคนครับ ถ้าชอบทางที่เสี่ยงน้อย สบายๆ ไม่ต้องยุ่งยาก เลือก Staking จะเหมาะกว่า เพราะเหมือนฝากกับธนาคารที่ได้ดอก แต่ถ้าชอบความท้าทาย อยากได้ผลตอบแทนสูง และพร้อมรับความเสี่ยง ผมแนะนำให้ลองศึกษาการทำ Yield Farming แต่ต้องมีความรู้เรื่อง DeFi พอสมควร

กลยุทธ์สำคัญที่ผมอยากฝากไว้คือ การวางแผนจัดสรรเงินลงทุนไม่ให้ทุ่มหนักไปในที่เดียว แนะนำให้กระจายความเสี่ยง มองหาช่วงเวลาที่เหมาะสม และอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับโปรเจกต์ที่เราสนใจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความเสียหายจากความผันผวนของราคาในตลาดคริปโต

ยังมีอีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือ เรื่องภาษีสำหรับรายได้จาก Staking และ Yield Farming ในไทยครับ นักลงทุนควรศึกษากฎหมายและรายงานรายได้ให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทีหลัง ส่วนด้านความปลอดภัย ผมขอเน้นย้ำว่าควรเลือกใช้แพลตฟอร์มหรือโปรเจกต์ที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบความปลอดภัยของ smart contract และอย่าให้ความโลภมาดูดจนใส่เหรียญจำนวนมากในโปรเจกต์ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ

สรุปง่ายๆ การทำ Staking และ Yield Farming เป็นเครื่องมือที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนคริปโตที่ต้องการสร้างรายได้แบบ Passive ที่แตกต่างจากการเทรดทั่วไป แต่ต้องมีความรู้และแผนการลงทุนที่ดีเพื่อปกป้องทุนและเพิ่มผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

สุดท้ายนี้ อยากให้ทุกคนลองมองโลกของ DeFi และการลงทุนคริปโตแบบใหม่ๆ อย่างรอบคอบ พร้อมกับเรียนรู้และติดตามข่าวสารเพื่อสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเลือก Staking หรือ Yield Farming ก็ขอให้สำเร็จและเห็นผลตอบแทนที่ดีนะครับ

อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติม:
1. Flipster – Yield Farming Vs Staking in Crypto: https://flipster.io/en/blog/yield-farming-vs-staking-in-crypto
2. MoonPay – Yield farming vs staking: What’s the difference?: https://www.moonpay.com/learn/defi/yield-farming-vs-staking
3. BeinCrypto – Yield Farming กับ Staking: แบบไหนดีกว่ากัน: https://th.beincrypto.com/learn/yield-farming-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A-staking-%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99/
4. Merkle Capital – What is yield farming: https://merkle.capital/articles/what-is-yield-farming
5. Medium – Yield farming / liquidity mining / staking ต่างกันยังไงหว่า: https://nattawatx86.medium.com/yield-farming-liquidity-mining-staking-%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99-7816dd153020

คำชี้แจง

เนื้อหาบนเว็บไซต์นี้สร้างขึ้นโดย ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และได้รับการตรวจสอบความถูกต้องจากระบบ AI ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและงานวิจัยล่าสุดแบบ Real-time อย่างไรก็ตาม เราขอแนะนำให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการทำความเข้าใจข้อมูลทุกครั้ง ไม่ว่าเนื้อหานั้นจะถูกสร้างโดยมนุษย์หรือ AI ก็ตาม

ทีมงาน NowTrd.com มุ่งมั่นที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือเพื่อมอบข้อมูลที่มีคุณภาพและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้อ่านทุกท่านอย่างมีความรับผิดชอบต่อความถูกต้อง หากพบข้อผิดพลาดหรือจุดบกพร่องใดๆ โปรดแจ้งให้เราทราบที่ [email protected] เพื่อร่วมพัฒนาเนื้อหาให้ดียิ่งขึ้น

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ

Hot this week

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

Topics

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

PMI/ISM อ่านอย่างไร คู่มืออ่านดัชนีผู้จัดการจัดซื้อสำหรับเทรดเดอร์

PMI/ISM ไม่ใช่ตัวเลขสวยๆ ที่โผล่ในปฏิทินเศรษฐกิจเดือนละครั้ง แต่คือเสียงจากผู้จัดการจัดซื้อที่อยู่หน้าโรงงานและออฟฟิศจริงๆ บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่พื้นฐานว่า PMI คืออะไร ISM ต่างจาก PMI เจ้าอื่นอย่างไร กลไก 50 จุดแปลว่าอะไร รวมถึงวิธีอ่าน PMI/ISM แบบทีละขั้นสำหรับเทรดเดอร์ทองและ Forex ที่ต้องการมองเกมเศรษฐกิจให้ขาดกว่าเดิม

ลูปจัดการอารมณ์ที่กั้นระหว่างเทรดเดอร์รอดกับพอร์ตพัง

ส่วนใหญ่พอร์ตไม่ได้พังเพราะกราฟ แต่พังเพราะเทรดเดอร์ไม่เคยรู้เลยว่า ช่วงไหน “ระบบคุมมือ” ช่วงไหน “อารมณ์คุมมือ”ไม้ที่เข้าเพราะ FOMO ดูเผิน ๆ ก็เหมือนไม้ปกติ แค่เห็นกราฟวิ่ง เห็นคนอื่นโชว์กำไร ก็รีบกดโดยไม่ทันเช็ก RR...

หลายครั้งไม่ได้แพ้ที่ “ทิศทางราคา” แต่แพ้ที่ “เหตุผลในการเข้าไม้”

ฝั่งหนึ่งเข้าเพราะกลัวตกรถ ราคาไปทางไหนก็วิ่งตาม อีกฝั่งหนึ่งเข้าเพราะรู้ชัดว่า ตรงนี้คือโซนได้เปรียบของตัวเอง Risk/Reward คุ้ม และยอมรับผลลัพธ์ได้ถ้าเราเคยไล่ซื้อทุกแท่งเขียว เคยเห็นคนอื่นกำไรแล้วทนไม่ได้ เคยเข้าตามฟีลโดยไม่รู้จุดตัดขาดทุน แปลว่าเรากำลังเล่นเกมแบบ “แมงเม่า / นักพนัน” อยู่เงียบ ๆแต่...
spot_img

Related Articles

Popular Categories

spot_imgspot_img