Saturday, January 17, 2026
30.7 C
Bangkok

ทำความรู้จัก Stablecoin เหรียญคงที่ที่มาแรงในโลกคริปโต

ถ้าพูดถึงโลกของสกุลเงินดิจิทัลในวันนี้ เราไม่อาจมองข้ามตัวละครสำคัญที่ชื่อว่า “Stablecoin” หรือที่คนไทยมักเรียกง่าย ๆ ว่า “เหรียญที่มีราคาคงที่” ได้เลยนะครับ เมื่อเห็นชื่อแบบนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า Stablecoin คืออะไร แล้วมันมีประโยชน์ยังไงในตลาดคริปโตที่เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงเหมือนลูกระนาดแบบนี้? เอาล่ะ วันนี้ผมจะพาคุณไปรู้จักกับ Stablecoin อย่างละเอียด ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงบทบาทและเหตุผลว่าทำไมเหรียญนี้ถึงสำคัญมากสำหรับนักลงทุนในบ้านเรา

ก่อนจะลงลึก เรามาเริ่มกันที่คำจำกัดความของ Stablecoin กันก่อนครับ Stablecoin คือสกุลเงินดิจิทัลชนิดหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีมูลค่าคงที่ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือราคาไม่ขึ้นไม่ลงเหมือนเหรียญคริปโตทั่วไปอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum นั่นเอง โดยทั่วไปแล้ว Stablecoin มักจะอิงกับสินทรัพย์จริงที่มีมูลค่ามั่นคง เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ทำให้มูลค่าของ Stablecoin มีความเสถียรกว่ามาก

มาถึงตรงนี้ เราอาจคิดว่า Stablecoin นั้นเหมือนกับเงินดอลลาร์หรือบาทเลยหรือเปล่า? คำตอบคือมันไม่เหมือนเป๊ะ ๆ ครับ เพราะ Stablecoin อยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งหมายความว่าเหรียญเหล่านี้ถูกบันทึกและแลกเปลี่ยนแบบดิจิทัลผ่านระบบเครือข่ายที่กระจายศูนย์ ไม่มีคนกลางหรือธนาคารคอยควบคุม ทำให้การย้ายเงินหรือแลกเปลี่ยน Stablecoin มีความรวดเร็วและโปร่งใสมากกว่าระบบธนาคารเดิม

แล้ว Stablecoin ทำงานอย่างไร? Stablecoin มีหลายประเภทหลัก ๆ ที่แตกต่างกันในวิธีการรักษามูลค่าคงที่ ได้แก่

1. Fiat-Backed Stablecoin เหรียญกลุ่มนี้จะมีสินทรัพย์จริงอย่างเงินสดเป็นหลักประกัน เช่น USDT หรือ Tether ที่มีเงินดอลลาร์สหรัฐค้ำประกันแบบ 1:1 ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนกันได้อย่างมั่นใจว่ามูลค่าไม่เปลี่ยนแปลงมาก

2. Crypto-Backed Stablecoin เหรียญเหล่านี้จะใช้คริปโตอื่น ๆ ที่มีมูลค่าสูงกว่ามาเป็นหลักประกัน โดยมักจะมีการค้ำประกันมากกว่ามูลค่าเหมือนการวางเงินสำรองไว้ เหมือนกับโครงการ MakerDAO ที่ให้คุณนำเหรียญอย่าง ETH ไปค้ำไว้เพื่อแลก Stablecoin ที่ชื่อว่า DAI

3. Algorithmic Stablecoin กลุ่มนี้จะไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันจริง ๆ แต่ใช้กลไกทางคณิตศาสตร์และโปรแกรมอัตโนมัติในการปรับจำนวนเหรียญเพื่อรักษามูลค่าคงที่ โดยการเพิ่มหรือลดปริมาณเหรียญตามความต้องการของตลาด ตัวอย่างเช่น UST ที่เคยได้รับความนิยม แต่ก็มีความเสี่ยงเนื่องจากกลไกนี้บางครั้งไม่สามารถตอบสนองต่อแรงกดดันราคาได้ทัน

มาถึงคำถามที่อาจจะค้างคาใจหลายคน นั่นคือ “ทำไมเราต้องมี Stablecoin ในตลาดคริปโต?”

คำตอบแบบตรงไปตรงมาก็คือ Stablecoin คือเหมือนเสาหลักที่ค้ำจุนตลาดคริปโตให้มีเสถียรภาพมากขึ้น เพื่อลดความผันผวนที่มักจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในเหรียญคริปโตทั่วไปอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum นอกจากนี้ Stablecoin ยังเป็นสื่อกลางสำคัญที่ช่วยให้การเทรดเหรียญต่าง ๆ สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย เพราะไม่ต้องคอยแปลงกลับไปเป็นเงิน Fiat ตลอดเวลา

สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจจะก้าวเข้ามาในโลกคริปโต Stablecoin จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการรักษามูลค่าของเงินทุนในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง อีกทั้งยังช่วยให้การซื้อขายในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ง่ายดายขึ้น เพราะเหรียญเหล่านี้มักถูกใช้เป็นเหรียญหลักสำหรับการแลกเปลี่ยน (Trading Pair) อย่างกว้างขวาง

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า Stablecoin ก็มีข้อควรระวังนะครับ อย่างเช่นในกรณีของ Algorithmic Stablecoin ที่อาจเกิดปัญหาความเชื่อมั่นในระบบกลไกจนทำให้ราคาแตกต่างจากมูลค่าที่ตั้งใจไว้ หรือในกรณีของ Fiat-Backed Stablecoin ที่ต้องพึ่งพาความน่าเชื่อถือขององค์กรหรือบริษัทที่ออกเหรียญด้วย ถ้าองค์กรเหล่านั้นไม่มีการบริหารจัดการที่ดี ก็อาจเกิดความเสี่ยงที่ผู้ถือเหรียญจะเสียหายได้

จริง ๆ แล้ว Stablecoin ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือสำหรับนักลงทุนในการจัดการความเสี่ยงเท่านั้น แต่มันยังมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต ช่วยให้เกิดการชำระเงินที่รวดเร็ว ปลอดภัย และไร้พรมแดน สำหรับธุรกิจและผู้บริโภคทั่วโลก

สรุปแล้ว Stablecoin คือเหรียญคริปโตที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเพิ่มความเสถียรในโลกที่มักเปลี่ยนแปลงรวดเร็วนี้ โดยมีหลายประเภทที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ทั้งการลงทุน การแลกเปลี่ยน หรือการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในฐานะนักลงทุนไทย เราควรเข้าใจถึงรูปแบบและข้อควรระวังของ Stablecoin เพื่อใช้มันให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการลงทุนคริปโตของเราเอง

ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพอย่างชัดเจน และพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่โลกของคริปโตด้วยความมั่นใจที่มากขึ้น เพราะ Stablecoin ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นและความมั่นคงในระบบนิเวศคริปโตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในบ้านเรา

คำชี้แจง

เนื้อหาบนเว็บไซต์นี้สร้างขึ้นโดย ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และได้รับการตรวจสอบความถูกต้องจากระบบ AI ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและงานวิจัยล่าสุดแบบ Real-time อย่างไรก็ตาม เราขอแนะนำให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการทำความเข้าใจข้อมูลทุกครั้ง ไม่ว่าเนื้อหานั้นจะถูกสร้างโดยมนุษย์หรือ AI ก็ตาม

ทีมงาน NowTrd.com มุ่งมั่นที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือเพื่อมอบข้อมูลที่มีคุณภาพและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้อ่านทุกท่านอย่างมีความรับผิดชอบต่อความถูกต้อง หากพบข้อผิดพลาดหรือจุดบกพร่องใดๆ โปรดแจ้งให้เราทราบที่ [email protected] เพื่อร่วมพัฒนาเนื้อหาให้ดียิ่งขึ้น

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ

Hot this week

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

Topics

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

PMI/ISM อ่านอย่างไร คู่มืออ่านดัชนีผู้จัดการจัดซื้อสำหรับเทรดเดอร์

PMI/ISM ไม่ใช่ตัวเลขสวยๆ ที่โผล่ในปฏิทินเศรษฐกิจเดือนละครั้ง แต่คือเสียงจากผู้จัดการจัดซื้อที่อยู่หน้าโรงงานและออฟฟิศจริงๆ บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่พื้นฐานว่า PMI คืออะไร ISM ต่างจาก PMI เจ้าอื่นอย่างไร กลไก 50 จุดแปลว่าอะไร รวมถึงวิธีอ่าน PMI/ISM แบบทีละขั้นสำหรับเทรดเดอร์ทองและ Forex ที่ต้องการมองเกมเศรษฐกิจให้ขาดกว่าเดิม

ลูปจัดการอารมณ์ที่กั้นระหว่างเทรดเดอร์รอดกับพอร์ตพัง

ส่วนใหญ่พอร์ตไม่ได้พังเพราะกราฟ แต่พังเพราะเทรดเดอร์ไม่เคยรู้เลยว่า ช่วงไหน “ระบบคุมมือ” ช่วงไหน “อารมณ์คุมมือ”ไม้ที่เข้าเพราะ FOMO ดูเผิน ๆ ก็เหมือนไม้ปกติ แค่เห็นกราฟวิ่ง เห็นคนอื่นโชว์กำไร ก็รีบกดโดยไม่ทันเช็ก RR...

หลายครั้งไม่ได้แพ้ที่ “ทิศทางราคา” แต่แพ้ที่ “เหตุผลในการเข้าไม้”

ฝั่งหนึ่งเข้าเพราะกลัวตกรถ ราคาไปทางไหนก็วิ่งตาม อีกฝั่งหนึ่งเข้าเพราะรู้ชัดว่า ตรงนี้คือโซนได้เปรียบของตัวเอง Risk/Reward คุ้ม และยอมรับผลลัพธ์ได้ถ้าเราเคยไล่ซื้อทุกแท่งเขียว เคยเห็นคนอื่นกำไรแล้วทนไม่ได้ เคยเข้าตามฟีลโดยไม่รู้จุดตัดขาดทุน แปลว่าเรากำลังเล่นเกมแบบ “แมงเม่า / นักพนัน” อยู่เงียบ ๆแต่...
spot_img

Related Articles

Popular Categories

spot_imgspot_img