Saturday, January 24, 2026
30.3 C
Bangkok

PMI/ISM อ่านอย่างไร คู่มืออ่านดัชนีผู้จัดการจัดซื้อสำหรับเทรดเดอร์

ตอนเริ่มสนใจเศรษฐกิจจริงจัง ผมเจอคำว่า PMI กับ ISM เต็มไปหมดในปฏิทินเศรษฐกิจ
ทุกเดือนพอถึงวันประกาศ ตัวเลขนี้ออกทีไร ตลาด Forex ขยับ แถมทองยังเหวี่ยงแรงอีกต่างหาก

คำถามในหัวตอนนั้นง่ายมาก

“ตัวเลขที่มาจากแบบสอบถามไม่กี่ข้อ เนี่ยนะ จะเขย่าตลาดทั้งโลกได้?”

พอค่อยๆ ศึกษา ผมถึงเข้าใจว่า
PMI/ISM ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขสวยๆ บนกราฟ แต่คือ “เสียงจากหน้าโรงงานและออฟฟิศจริงๆ”
มันคือข้อมูลจากผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อที่กำลังสัมผัสยอดสั่งซื้อ สต็อกของ และคิวงานทุกวัน

บทความนี้เลยอยากพาไล่ทีละขั้นว่า

  • PMI คืออะไร
  • ISM คือใคร
  • ต่างกันยังไงกับ PMI เจ้าอื่น
  • และที่สำคัญที่สุด อ่าน PMI/ISM ยังไงให้แปลเป็นภาพเศรษฐกิจ และต่อยอดสู่แผนเทรดได้จริง

ผมจะเล่าแบบภาษาคนเทรด ไม่ใช่ภาษาหนังสือเรียน

PMI คืออะไร ถ้าเล่าแบบไม่วิชาการเกินไป

PMI – Purchasing Managers’ Index หรือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ
คือดัชนีเศรษฐกิจที่ได้จาก “การสำรวจ” บริษัทเอกชนในภาคการผลิตและบริการทุกเดือน

ผู้ที่ถูกถามส่วนใหญ่คือ

  • ผู้จัดการจัดซื้อ
  • ผู้บริหารสายปฏิบัติการ
  • คนที่รู้ว่าตอนนี้มีออเดอร์เข้า–ออกแค่ไหน

คำถามจะคล้ายๆ กัน เช่น

  • ยอดสั่งซื้อใหม่เพิ่มขึ้นเทียบเดือนที่แล้วไหม
  • การผลิตมากขึ้นหรือน้อยลง
  • การจ้างงานเป็นยังไง
  • สต็อกเพิ่มหรือลด
  • ซัพพลายเออร์ส่งของเร็วขึ้นหรือช้าลง

สิ่งสำคัญคือ ไม่ได้ถามตัวเลขยอดขายจริง
แต่ถามเป็นรูปแบบง่ายๆ ว่า “ดีขึ้น / เท่าเดิม / แย่ลง” เทียบกับเดือนก่อน 

จากนั้นจึงนำคำตอบมาคำนวณเป็นดัชนีค่าเดียว ระหว่าง 0–100

  • มากกว่า 50 = ภาพรวม “ดีขึ้น”
  • น้อยกว่า 50 = ภาพรวม “แย่ลง”
  • 50 ตรงๆ = โดยรวม “ไม่เปลี่ยน”

เลยมีคนชอบเรียก PMI ว่า “เช็กร่างกายรายเดือนของเศรษฐกิจ”
ไม่ต้องรอตัวเลข GDP ที่ออกช้าหลายเดือน

ISM คือใคร แล้ว ISM PMI ต่างจาก PMI เจ้าอื่นยังไง

ISM – Institute for Supply Management เป็นสมาคมด้านจัดซื้อและซัพพลายเชนในสหรัฐ ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1915 และเริ่มทำแบบสำรวจ PMI มาตั้งแต่ทศวรรษ 1930 ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่เก่าแก่และมีคนตามที่สุดของสหรัฐ I

ทุกเดือน ISM จะออก

  • ISM Manufacturing PMI – ภาคการผลิต
  • ISM Services PMI (หรือเดิมชื่อ Non-Manufacturing) – ภาคบริการ

ขณะเดียวกันทั่วโลกก็มีเจ้าอื่นทำ PMI ด้วย เช่น JP Mogan

ดังนั้นเวลาเราเห็นคำว่า PMI เฉยๆ ให้เช็กเสมอว่า

  • มาจาก ISM หรือ
  • มาจาก S&P Global / Markit หรือเจ้าอื่น

เพราะแต่ละสำนักใช้วิธีสำรวจและกลุ่มตัวอย่างแตกต่างกันนิดหน่อย ทำให้ตัวเลขไม่จำเป็นต้องเท่ากันเป๊ะๆ ในเดือนเดียวกัน

กลไก “ดัชนีแพร่กระจาย”  ทำไม 50 จึงคือเส้นกึ่งกลาง

ทั้ง PMI ของ ISM และของ S&P Global ใช้สิ่งที่เรียกว่า Diffusion Index

คอนเซ็ปต์ง่ายมาก

  1. สมมติถามคำถามว่า “ยอดสั่งซื้อใหม่เป็นอย่างไรเมื่อเทียบเดือนก่อน?”
    ถ้าตอบว่า “เพิ่มขึ้น” = นับเป็น P₁
    “เท่าเดิม” = P₂
    “ลดลง” = P₃

  2. ถ้าตอบว่า “เพิ่มขึ้น” = นับเป็น P₁
  3. “เท่าเดิม” = P₂
  4. “ลดลง” = P₃
  5. เอาสัดส่วนร้อยละของแต่ละคำตอบไปคำนวณตามสูตรมาตรฐาน
    PMI=(P1−P3)/2+50PMI = (P_1 – P_3)/2 + 50PMI=(P1​−P3​)/2+50
  6. ถ้า ทุกคนตอบดีขึ้น → ค่า PMI = 100
    ถ้า ทุกคนตอบแย่ลง → ค่า PMI = 0
    ถ้า ทุกคนบอกว่าเหมือนเดิม → PMI = 50 พอดี

เลยได้กติกาที่จำง่ายมากว่า

  • เหนือ 50 = ธุรกิจส่วนใหญ่รายงานว่าดีขึ้น
  • ต่ำกว่า 50 = ส่วนใหญ่แย่ลง
  • ยิ่งห่างจาก 50 เยอะเท่าไหร่ การเปลี่ยนแปลงยิ่งแรงเท่านั้น

ข้างใน ISM Manufacturing PMI มีอะไรบ้าง

เวลาเปิดข่าว เรามักเห็นแค่เลขเดียว เช่น

“ISM Manufacturing PMI อยู่ที่ 48.7 จุด ต่ำกว่า 50 ต่อเนื่อง บ่งชี้ว่าภาคการผลิตยังหดตัว”

แต่จริงๆ แล้วตัวเลขนี้เป็น ดัชนีรวม (Composite) ที่มาจาก 5 ส่วนหลักๆ ของแบบสอบถาม คือ

  1. New Orders – คำสั่งซื้อใหม่ (น้ำหนักราว 30%)
  2. Production – การผลิต (25%)
  3. Employment – การจ้างงาน (20%)
  4. Supplier Deliveries – ความเร็วการส่งมอบของซัพพลายเออร์ (15%)
  5. Inventories – สินค้าคงคลัง (10%)

แต่ละส่วนเป็นดัชนีแบบ diffusion ของตัวเอง ก่อนนำมารวมเป็นค่า PMI อีกที

สำหรับเทรดเดอร์ จุดนี้สำคัญมาก เพราะบางครั้ง

  • ตัวเลข Headline ดูกลางๆ
  • แต่ “New Orders” ดิ่งลงแรง
  • หรือ “Prices / Supplier Deliveries” สูงผิดปกติ

สิ่งเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวในเชิงลึกกว่าตัวเลขหน้าปก

ค่า 50, 55, 45, 60 แปลว่าอะไรในทางปฏิบัติ

ผมชอบมอง PMI เหมือน “เส้นแบ่งเขตอากาศเศรษฐกิจ”

เหนือ 50 เล็กน้อย: เศรษฐกิจกำลังขยาย แต่ไม่แรง

ตัวอย่างเช่น PMI ภาคบริการจีนเดือนตุลาคม 2025 ที่ 52.6
แปลว่ากิจกรรมบริการยังขยายตัว แต่ช้าลงจากเดือนก่อนที่ 52.9

ระดับประมาณ 51–53
คือโหมดเศรษฐกิจ “ฟื้นตัวช้าๆ” ยังไม่ได้ร้อนแรง

เกิน 55: เริ่มร้อน

เมื่อดัชนีขึ้นไปแถว 55–60 ติดต่อกันหลายเดือน

  • นักวิเคราะห์มักมองว่าเศรษฐกิจ “กำลังวิ่งแรง”
  • ธนาคารกลางอาจเริ่มคิดเรื่องขึ้นดอกเบี้ย หรือถอนมาตรการผ่อนคลาย

เคสเช่นหลายประเทศที่ PMI ภาคบริการหรือการผลิตขึ้นทำจุดสูงสุดหลายปีในช่วงเศรษฐกิจฟื้นหลังโควิด

ต่ำกว่า 50: เข้าโหมดหดตัว

อย่างข่าว ISM Manufacturing PMI สหรัฐเดือนตุลาคม 2025 ที่ลงไปแถว 48.7
และอยู่ต่ำกว่า 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8
ชี้ว่าภาคการผลิตของสหรัฐหดตัวต่อเนื่อง

ถ้าตัวเลขลงแถว 47–48 หลายเดือนติด แปลว่าเริ่มไม่ใช่แค่ “ชะลอ” แต่เป็นการหดตัวที่ควรจับตาจริงจัง

กลับตัวรอบ 50: เส้นแบ่งจิตวิทยาตลาด

เวลา PMI ข้าม 50 จากล่างขึ้นบน หรือบนลงล่าง
ตลาดมักตอบสนองแรงเป็นพิเศษ เพราะเหมือนเศรษฐกิจเปลี่ยนโหมด

  • ขึ้นจาก 49 → 51 = จากหดตัวเป็นขยาย
  • ลงจาก 52 → 49 = จากขยายเป็นหดตัว

ISM vs S&P Global PMI ต่างกันยังไง ต้องดูตัวไหน

ในสหรัฐมีทั้ง

  • ISM PMI
  • S&P Global (เดิม IHS Markit) PMI

ทั้งสองเจ้าถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสภาวะธุรกิจเหมือนกัน แต่มีจุดต่างสำคัญ

  1. กลุ่มตัวอย่าง
    ISM เน้นสมาชิกในสมาคมจัดซื้อของสหรัฐ
    S&P Global เลือกบริษัทให้สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจจากข้อมูลมูลค่าเพิ่ม

  2. ISM เน้นสมาชิกในสมาคมจัดซื้อของสหรัฐ
  3. S&P Global เลือกบริษัทให้สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจจากข้อมูลมูลค่าเพิ่ม
  4. วิธีคำนวณย่อย
    ทั้งคู่ใช้ diffusion index แต่รายละเอียดน้ำหนัก และคำนิยามบางหมวดต่างกัน

  5. ทั้งคู่ใช้ diffusion index แต่รายละเอียดน้ำหนัก และคำนิยามบางหมวดต่างกัน
  6. ความครอบคลุมประเทศ
    ISM เน้นสหรัฐ
    S&P Global ทำ PMI ให้หลายประเทศ รวมถึง Global PMI

  7. ISM เน้นสหรัฐ
  8. S&P Global ทำ PMI ให้หลายประเทศ รวมถึง Global PMI

ผลคือเลขโดยรวมอาจขึ้นลงในทิศทางคล้ายกัน แต่ระดับตัวเลขอาจต่างกันเล็กน้อย เช่น ISM Manufacturing อยู่ต่ำกว่า 50 เล็กน้อย ขณะที่ S&P Global US Manufacturing PMI อาจอยู่แถว 50+ เล็กน้อยในบางเดือน 

สำหรับผม:

  • ถ้าดู “เฉพาะสหรัฐ” และเทียบกับประวัติศาสตร์ยาวๆ = ISM สำคัญมาก
  • ถ้าดูหลายประเทศพร้อมกัน = S&P Global PMI ช่วยให้เปรียบเทียบข้ามประเทศง่ายกว่า

ทำไม PMI/ISM จึงเป็นเครื่องมืออ่านเศรษฐกิจที่ตลาดให้ความสำคัญ

เหตุผลหลักมีสามข้อ

1. รายเดือน และออกเร็ว

PMI ออกต้นเดือน และสะท้อนข้อมูลของเดือนที่เพิ่งจบไปไม่นาน
เร็วกว่าตัวเลข GDP ที่มาทีหลังเป็นไตรมาส 

เลยกลายเป็น ข้อมูลนำทาง (Leading Indicator) ที่นักวิเคราะห์ใช้เดาว่า

  • เศรษฐกิจไตรมาสนี้โตแค่ไหน
  • ดอกเบี้ยควรอยู่ระดับไหน

2. มาจากคนที่ “จับชีพจรธุรกิจจริง”

ผู้จัดการจัดซื้อจะเห็นคำสั่งซื้อ สต็อก และปัญหาในห่วงโซ่อุปทานก่อนฝั่งนักบัญชีเห็นตัวเลขงบการเงินเสียอีก 

เวลาเขาบอกว่า

  • ออเดอร์ใหม่เริ่มชะลอ
  • ซัพพลายเออร์ส่งของช้าขึ้น
  • ต้องลดคนหรือลด OT

นั่นคือสัญญาณล่วงหน้าของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

3. มีสถิติสัมพันธ์กับ GDP และการจ้างงาน

งานวิจัยและบทวิเคราะห์หลายแห่งพบว่า

  • PMI ภาคการผลิตและบริการมีความสัมพันธ์กับการเติบโตของ GDP และการจ้างงานพอสมควร
  • ดัชนีต่ำกว่า 50 เป็นระยะ มักพ้องกับช่วงเศรษฐกิจอ่อนแรง

จึงมีหลายสำนักใช้ PMI เป็น “แบบจำลองลัด” เพื่อคาดการณ์ GDP รายไตรมาส 

อ่าน PMI/ISM อย่างไรทีละขั้นสำหรับเทรดเดอร์

เวลาจะอ่าน PMI ผมใช้ขั้นตอนง่ายๆ 6 ข้อ

ขั้นที่ 1: เช็กว่าพูดถึงตัวไหน

  • ISM Manufacturing หรือ Services
  • PMI ของประเทศไหน
  • เป็นของ ISM หรือ S&P Global

เพราะผลกระทบต่อสินทรัพย์ที่เราเทรดจะต่างกัน เช่น

  • เทรดทอง–Forex → เน้น PMI สหรัฐ จีน ยุโรป
  • เทรดหุ้นไทย → PMI จีน/สหรัฐ มีผลทางอ้อมต่อการส่งออก

ขั้นที่ 2: เทียบกับระดับ 50

ถามตัวเองว่า

  • อยู่เหนือหรือต่ำกว่า 50
  • อยู่ตรงนี้ต่อเนื่องมากี่เดือนแล้ว

ถ้าเพิ่งหลุด 50 ลงมาเดือนแรก ตลาดมักผันผวนแรง เพราะเป็นสัญญาณว่า “โหมดเศรษฐกิจเปลี่ยนแล้ว”

ขั้นที่ 3: เทียบกับเดือนก่อน

ดู “ทิศทาง” สำคัญกว่าเลขเดียวโดดๆ

  • จาก 55 → 52 ยังขยายตัว แต่ความร้อนแรงลดลง
  • จาก 47 → 49 ยังหดตัว แต่เริ่มหดตัวน้อยลง

สำหรับตลาดการเงิน ความเปลี่ยนแปลงนี้แหละที่ตลาดเทรดกัน

ขั้นที่ 4: เทียบกับคาดการณ์ตลาด

ปฏิทินเศรษฐกิจอย่าง Investing.com หรือ TradingEconomics.com จะมีทั้งตัวเลขที่ออกจริง กับตัวเลขคาดการณ์ (Consensus

  • ถ้าออกมาดีกว่าคาดเยอะ → เซอร์ไพรส์เชิงบวก
  • แย่กว่าคาดเยอะ → เซอร์ไพรส์เชิงลบ

เช่น ถ้าตลาดคาด ISM Manufacturing 50.5 แต่ตัวเลขจริงออกมา 47
บ่อยครั้ง USD จะถูกกดดัน เพราะตลาดต้องปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจและดอกเบี้ยใหม่

ขั้นที่ 5: แอบดู Sub-index

อย่าดูแต่ Headline อย่างเดียว

  • New Orders บอกอนาคตใกล้ของการผลิต
  • Employment บอกการจ้างงานในภาคธุรกิจ
  • Prices / Input Costs บอกแรงกดดันเงินเฟ้อ
  • Supplier Deliveries บอกว่าห่วงโซ่อุปทานตึงตัวแค่ไหน

บางที Headline ไม่เปลี่ยนมาก แต่ Sub-index กลับบอกเรื่องที่ตลาดต้องกังวล เช่น

  • คำสั่งซื้อใหม่ร่วง
  • ราคาวัตถุดิบพุ่ง
  • การจ้างงานหดตัวต่อเนื่อง

ขั้นที่ 6: เอาไปผูกกับภาพใหญ่และสินทรัพย์ที่เทรด

ตัวอย่างการแปลเป็นแผนเทรด

  • PMI สหรัฐหดตัวต่อเนื่อง ต่ำกว่า 50 หลายเดือน
    → ตลาดเริ่มคาดว่าจะลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น
    → ดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่า ทองและสินทรัพย์เสี่ยงอาจได้แรงหนุน
  • PMI จีนอ่อนแรง
    → ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์โลกลดลง
    → มีผลต่อหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ค่าเงินประเทศส่งออก และตลาดเกิดใหม่

เคสตัวอย่าง: วันประกาศ PMI แล้วกราฟเหวี่ยง

ลองสมมติสถานการณ์หนึ่งให้เห็นภาพ

  • ตลาดคาด ISM Manufacturing สหรัฐ = 50.0
  • ตัวเลขเดือนก่อน = 49.5
  • นักลงทุนหวังว่ารอบนี้จะกลับขึ้นโซนขยายตัว

แต่พอตัวเลขออกจริง

  • ISM Manufacturing = 47.8 (ต่ำกว่าคาดมาก)
  • New Orders ต่ำกว่า 45
  • Employment ยังอยู่ในโซนหดตัว

สิ่งที่ผมคาดว่าอาจเกิดขึ้นได้ในระยะสั้น

  1. USD อ่อนค่า
    เพราะตลาดตีความว่าเศรษฐกิจเริ่มแย่กว่าที่คิด โอกาสขึ้นดอกเบี้ยลดลง หรืออาจต้องลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น
  2. ทองและเงินเยนแข็งขึ้น
    นักลงทุนเริ่มหาสินทรัพย์ปลอดภัยแทน
  3. หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมกดดัน
    เพราะ ISM Manufacturing สะท้อนภาคโรงงานโดยตรง

แน่นอนว่าตลาดจริงมีปัจจัยอื่นร่วมด้วยเสมอ
แต่การเข้าใจโครงสร้าง PMI ทำให้เราอ่านข่าวแบบมีกรอบคิด ไม่ใช่แค่ “ตัวเลขต่ำกว่า 50 แล้วไงต่อ”

ข้อจำกัดและกับดักของการใช้ PMI/ISM

ไม่มีดัชนีไหนวิเศษจนใช้เดี่ยวๆ ได้ตลอด

1. สำรวจจากความรู้สึก ณ ตอนนั้น

ถึงจะเน้นคำถามข้อเท็จจริง แต่ก็ยังขึ้นกับความรับรู้ของผู้ตอบแบบสอบถามในช่วงเวลานั้น
ในภาวะที่ข่าวร้ายเยอะ คนมักมองโลกแย่กว่าความจริง และสะท้อนออกมาใน PMI ด้วย

2. เน้นภาคการผลิตมากกว่าบริการในบางประเทศ

เดิมที PMI ของหลายประเทศเริ่มจากภาคการผลิตก่อน ทั้งที่เศรษฐกิจยุคใหม่พึ่งบริการมากขึ้น
ดังนั้นถ้าดูแค่ Manufacturing PMI อาจไม่ครบภาพ

โชคดีที่ตอนนี้ส่วนใหญ่มี Services PMI เพิ่มแล้ว เช่นของ ISM และ S&P Global

3. เป็นเพียง “การเปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อน”

ค่าที่ประมาณ 50 ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจดีหรือแย่
แค่บอกว่า “ไม่เปลี่ยนจากเดือนก่อน” เท่านั้น

เศรษฐกิจอาจอยู่ในระดับแย่ แต่ไม่แย่ลง → PMI ใกล้ 50 ได้เหมือนกัน

4. ตลาดบางครั้ง “รู้ล่วงหน้า” แล้ว

โดยเฉพาะในยุคข้อมูลเยอะ ข้อมูลย่อยจากภาคธุรกิจหรือการคาดการณ์ของสำนักวิจัย อาจทำให้ตลาดปรับตัวล่วงหน้าก่อนตัวเลขจริงออก

ผลคือ วันประกาศจริง ตัวเลขอาจไม่ทำให้กราฟเหวี่ยงอย่างที่คิด เพราะตลาด “รับข่าวไปแล้ว”

เอา PMI/ISM ไปใส่ใน Workflow การเทรดยังไงดี

สำหรับผม ตัวเลขพวกนี้อยู่ใน Macro Dashboard ส่วนตัวเสมอ

ทุกเดือนก่อนมีการประชุมธนาคารกลางใหญ่ๆ ผมจะดูชุดข้อมูลประมาณนี้

  • PMI / ISM ของสหรัฐ ยุโรป จีน
  • ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI / PCE)
  • ตัวเลขแรงงาน (NFP)
  • Bond Yield โดยเฉพาะ US 10Y
  • Dollar Index (DXY)

จากนั้นตั้งคำถามง่ายๆ ว่า

  • ภาพเศรษฐกิจตอนนี้ “ร้อนเกินไป / กำลังดี / เริ่มเย็น”
  • ธนาคารกลางมีเหตุผลจะขึ้น–คง–ลดดอกเบี้ยไหม
  • เม็ดเงินมีแนวโน้มไหลไปสินทรัพย์เสี่ยงหรือสินทรัพย์ปลอดภัย

การมี PMI/ISM อยู่ในชุดข้อมูลนี้ ทำให้ภาพประกอบสมบูรณ์ขึ้นมาก
เพราะมันเล่า “เสียงจากบริษัทจริง” ไม่ใช่แค่ตัวเลขโต–หดที่ออกช้าหลายเดือน

มอง PMI/ISM แบบคนอ่านเกมมหภาค

ถ้าจะเก็บใจความจากทั้งบทความนี้ไว้ไม่กี่ข้อ ผมอยากให้จำว่า

  1. PMI คือดัชนีจากแบบสอบถามผู้จัดการจัดซื้อ วัดการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจแบบรายเดือน
  2. ISM PMI และ S&P Global PMI คือสองเจ้าใหญ่ ที่ตลาดทั่วโลกใช้ติดตาม
  3. ค่า 50 เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างขยายกับหดตัว แต่ทิศทางการเปลี่ยนเทียบเดือนก่อน และเทียบคาดการณ์ตลาดสำคัญกว่าเลขเป๊ะๆ
  4. การอ่าน Sub-index อย่าง New Orders, Employment, Prices ช่วยให้เข้าใจความลึกของเศรษฐกิจมากขึ้น
  5. สำหรับเทรดเดอร์ CFD / Forex / ทองคำ
    PMI/ISM คือสัญญาณสำคัญต่อมุมมองดอกเบี้ย ค่าเงิน และความเสี่ยงในระบบ
    ใช้คู่กับดัชนีอื่นอย่าง DXY, Bond Yield, CPI จะยิ่งเห็นภาพใหญ่ชัด

  6. PMI/ISM คือสัญญาณสำคัญต่อมุมมองดอกเบี้ย ค่าเงิน และความเสี่ยงในระบบ
  7. ใช้คู่กับดัชนีอื่นอย่าง DXY, Bond Yield, CPI จะยิ่งเห็นภาพใหญ่ชัด

สุดท้าย PMI/ISM ไม่ได้ทำให้ใคร “ฟันกำไรแน่นอน”
แต่ช่วยให้เราไม่ต้องเทรดแบบเดาสุ่ม
ให้เรามองตลาดผ่านสายตาของคนที่อยู่หน้าโรงงานและหน้าออฟฟิศจริงๆ ทุกเดือน

ใครที่อยากจริงจังกับการอ่านเกมมหภาค
การเข้าใจว่า PMI/ISM อ่านอย่างไร
คือหนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่ผมเชื่อว่าควรมีติดตัวทุกคน

Hot this week

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

Topics

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

ลูปจัดการอารมณ์ที่กั้นระหว่างเทรดเดอร์รอดกับพอร์ตพัง

ส่วนใหญ่พอร์ตไม่ได้พังเพราะกราฟ แต่พังเพราะเทรดเดอร์ไม่เคยรู้เลยว่า ช่วงไหน “ระบบคุมมือ” ช่วงไหน “อารมณ์คุมมือ”ไม้ที่เข้าเพราะ FOMO ดูเผิน ๆ ก็เหมือนไม้ปกติ แค่เห็นกราฟวิ่ง เห็นคนอื่นโชว์กำไร ก็รีบกดโดยไม่ทันเช็ก RR...

หลายครั้งไม่ได้แพ้ที่ “ทิศทางราคา” แต่แพ้ที่ “เหตุผลในการเข้าไม้”

ฝั่งหนึ่งเข้าเพราะกลัวตกรถ ราคาไปทางไหนก็วิ่งตาม อีกฝั่งหนึ่งเข้าเพราะรู้ชัดว่า ตรงนี้คือโซนได้เปรียบของตัวเอง Risk/Reward คุ้ม และยอมรับผลลัพธ์ได้ถ้าเราเคยไล่ซื้อทุกแท่งเขียว เคยเห็นคนอื่นกำไรแล้วทนไม่ได้ เคยเข้าตามฟีลโดยไม่รู้จุดตัดขาดทุน แปลว่าเรากำลังเล่นเกมแบบ “แมงเม่า / นักพนัน” อยู่เงียบ ๆแต่...

ทำไม CPI ถึง “สำคัญมาก” ทั้งสำหรับคนทั่วไปและคนเทรด

CPI หรือดัชนีราคาผู้บริโภค ไม่ใช่แค่ตัวเลขในข่าวเศรษฐกิจ แต่มันคือกระจกที่สะท้อนว่าค่าครองชีพกำลังกัดกินเงินในกระเป๋าเราเร็วแค่ไหน บทความนี้ชวนคุณมาทำความเข้าใจ CPI ตั้งแต่พื้นฐาน วิธีคิด ไปจนถึงการเอาไปใช้วางแผนการเงิน การทำธุรกิจ และการเทรดในโลกจริง
spot_img

Related Articles

Popular Categories

spot_imgspot_img