Saturday, January 24, 2026
30.3 C
Bangkok

เข้าใจตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ปัจจัยที่มีผลต่อราคา

ตลาดนี้เป็นอะไรที่น่าหลงใหลและซับซ้อน แต่ก็เป็นตลาดที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก ดังนั้นการเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อราคาในตลาดนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุน ผู้ผลิต หรือผู้บริโภคก็ตาม

ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้ ผมเห็นมาหมดแล้ว ทั้งช่วงที่ตลาดบูมสุดๆ และช่วงที่ตลาดซบเซา ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเข้าใจถึงความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และปัจจัยที่ขับเคลื่อนมัน วันนี้ผมเลยอยากจะเอาประสบการณ์ตรงมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจตลาดนี้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ความต้องการและอุปทาน: หัวใจหลักของราคา

เริ่มกันที่พื้นฐานสุดๆ เลย นั่นก็คือ “อุปสงค์” (Demand) และ “อุปทาน” (Supply) เหมือนกับตลาดอื่นๆ ครับ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ก็ถูกขับเคลื่อนด้วยสองสิ่งนี้ ลองนึกภาพง่ายๆ ถ้าคนต้องการซื้อทองคำกันเยอะๆ (อุปสงค์สูง) แต่ทองคำในตลาดมีน้อย (อุปทานต่ำ) ราคาของทองคำก็จะพุ่งขึ้นอย่างแน่นอน ในทางกลับกัน ถ้ามีทองคำล้นตลาด แต่คนไม่ค่อยอยากซื้อ (อุปสงค์ต่ำ) ราคาของทองคำก็จะร่วงลง นี่คือหลักการพื้นฐานที่ใช้ได้กับสินค้าโภคภัณฑ์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ข้าวสาลี กาแฟ หรือแม้แต่แร่หายากต่างๆ

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยเห็นเหตุการณ์ที่อุปสงค์และอุปทานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบต่อราคาอย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น ช่วงที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ อุปทานของสินค้าเกษตรบางชนิดอาจลดลงอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว อุปสงค์ของน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นตามไปด้วย

การเติบโตทางเศรษฐกิจ: ตัวเร่งปฏิกิริยา

การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ เมื่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เติบโต ผู้คนมีรายได้มากขึ้น ก็มีความต้องการบริโภคสินค้าและบริการมากขึ้น ซึ่งรวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อประเทศจีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ความต้องการน้ำมัน เหล็ก และทองแดงก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ราคาของสินค้าเหล่านี้พุ่งสูงขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจึงเป็นเหมือนเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ และส่งผลต่อราคาในที่สุด https://www.imf.org/

จากที่ผมสังเกตมา การเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย มีผลกระทบอย่างมากต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ การขยายตัวของเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางในประเทศเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้น การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา จึงเป็นสิ่งสำคัญในการคาดการณ์แนวโน้มราคาของสินค้าโภคภัณฑ์

สภาพอากาศ: ตัวแปรที่ไม่แน่นอน

สภาพอากาศเป็นปัจจัยที่คาดเดาได้ยาก แต่มีอิทธิพลอย่างมากต่อราคาของสินค้าโภคภัณฑ์บางชนิด โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุ หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเพียงเล็กน้อย ก็สามารถส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร และทำให้ราคาของสินค้าเหล่านั้นผันผวนได้ ตัวอย่างเช่น หากเกิดภัยแล้งในพื้นที่เพาะปลูกข้าวสาลีที่สำคัญ ปริมาณผลผลิตข้าวสาลีก็จะลดลง และส่งผลให้ราคาข้าวสาลีพุ่งสูงขึ้น https://www.usda.gov/

ในฐานะเทรดเดอร์ ผมต้องติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสภาพอากาศทั่วโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ การติดตามข่าวพยากรณ์อากาศ และการวิเคราะห์ผลกระทบของสภาพอากาศต่อการผลิต จะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์แนวโน้มราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น

เหตุการณ์ทางการเมือง: ความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง

เหตุการณ์ทางการเมือง หรือที่เราเรียกกันว่า “Geopolitical Events” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ สงคราม ความขัดแย้ง การคว่ำบาตร หรือความไม่แน่นอนทางการเมือง สามารถส่งผลกระทบต่อการผลิต การขนส่ง และการค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น หากเกิดความขัดแย้งในประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ อุปทานของน้ำมันในตลาดโลกอาจลดลง และส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว https://www.cfr.org/

ผมเคยผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองหลายครั้ง และเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้การคาดการณ์ราคาเป็นเรื่องยาก และเพิ่มความเสี่ยงในการลงทุน ดังนั้น การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองโลก จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับตลาดนี้

การเก็งกำไร: แรงขับเคลื่อนที่มองไม่เห็น

นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้แล้ว การเก็งกำไรก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ นักลงทุน กองทุนเฮดจ์ฟันด์ และเทรดเดอร์ มักจะซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า โดยคาดการณ์ว่าราคาจะขึ้นหรือลงในอนาคต การซื้อขายเหล่านี้สามารถสร้างความผันผวนให้กับราคา และบางครั้งก็ทำให้ราคาเคลื่อนไหวสวนทางกับปัจจัยพื้นฐาน

จากประสบการณ์ของผม การเก็งกำไรสามารถทำให้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและรุนแรง บางครั้งราคาอาจพุ่งสูงขึ้นหรือร่วงลงอย่างไม่มีเหตุผล เพียงเพราะนักลงทุนจำนวนมากกำลังซื้อหรือขายสินค้าโภคภัณฑ์นั้นๆ ดังนั้น การเข้าใจพฤติกรรมของนักเก็งกำไร จึงเป็นสิ่งสำคัญในการวิเคราะห์ตลาดนี้

เทคโนโลยี: ตัวเปลี่ยนเกม

เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็มีผลกระทบต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เช่นกัน ตัวอย่างเช่น การพัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำมันแบบใหม่ (เช่น Shale Oil) ทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก https://www.eia.gov/ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ก็อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอนาคต

ในฐานะนักเขียนและเทรดเดอร์ ผมต้องติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อยู่เสมอ การเข้าใจถึงศักยภาพของเทคโนโลยีเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์แนวโน้มราคาในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น

ค่าเงิน: อีกหนึ่งปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้

ค่าเงิน โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็มีผลต่อราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ซื้อขายกันด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น สินค้าโภคภัณฑ์จะมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ที่ถือเงินสกุลอื่น ซึ่งอาจส่งผลให้อุปสงค์ลดลงและราคาปรับตัวลง ในทางกลับกัน เมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง สินค้าโภคภัณฑ์จะมีราคาถูกลงสำหรับผู้ที่ถือเงินสกุลอื่น ซึ่งอาจส่งผลให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นและราคาปรับตัวขึ้น

จากประสบการณ์ของผม การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินสามารถส่งผลกระทบต่อราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงิน โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการวิเคราะห์ตลาดนี้

นโยบายของรัฐบาล: ตัวแปรที่สำคัญ

นโยบายของรัฐบาล ทั้งในประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภค สามารถส่งผลกระทบต่อราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ได้ ตัวอย่างเช่น การเก็บภาษี การอุดหนุน การกำหนดโควตาการผลิต หรือการกำหนดนโยบายการค้า ล้วนสามารถส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานของสินค้าโภคภัณฑ์ และทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงได้

จากที่ผมสังเกตมา นโยบายของรัฐบาลในประเทศผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ เช่น โอเปก (OPEC) มีผลกระทบอย่างมากต่อราคาน้ำมัน https://www.opec.org/ ดังนั้น การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล จึงเป็นสิ่งสำคัญในการคาดการณ์แนวโน้มราคาของสินค้าโภคภัณฑ์

การจัดเก็บและขนส่ง: ต้นทุนที่ซ่อนอยู่

ต้นทุนในการจัดเก็บและขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อราคา สินค้าโภคภัณฑ์บางชนิด เช่น น้ำมันดิบ จำเป็นต้องมีการจัดเก็บในคลังสินค้าเฉพาะ และต้องมีการขนส่งผ่านท่อส่งน้ำมันหรือเรือบรรทุกน้ำมัน ต้นทุนเหล่านี้จะถูกบวกเข้าไปในราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และค่าธรรมเนียมต่างๆ

จากประสบการณ์ของผม ต้นทุนในการจัดเก็บและขนส่งสามารถส่งผลกระทบต่อราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ เช่น สงคราม หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ดังนั้น การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับต้นทุนเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการวิเคราะห์ตลาดนี้

บทสรุป

การเข้าใจตลาดสินค้าโภคภัณฑ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ปัจจัยต่างๆ ที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น ทั้งอุปสงค์และอุปทาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ สภาพอากาศ เหตุการณ์ทางการเมือง การเก็งกำไร เทคโนโลยี ค่าเงิน นโยบายของรัฐบาล และการจัดเก็บและขนส่ง ล้วนมีผลต่อราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งสิ้น การติดตามข่าวสาร วิเคราะห์ข้อมูล และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์แนวโน้มราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น และสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่สนใจในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และช่วยให้ทุกคนเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อราคาในตลาดนี้ หากคุณมีคำถามหรือข้อสงสัย สามารถคอมเมนต์ไว้ด้านล่างได้เลยครับ ผมยินดีที่จะตอบทุกคำถามเท่าที่ความรู้และประสบการณ์ของผมจะเอื้ออำนวย

Hot this week

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

Topics

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

PMI/ISM อ่านอย่างไร คู่มืออ่านดัชนีผู้จัดการจัดซื้อสำหรับเทรดเดอร์

PMI/ISM ไม่ใช่ตัวเลขสวยๆ ที่โผล่ในปฏิทินเศรษฐกิจเดือนละครั้ง แต่คือเสียงจากผู้จัดการจัดซื้อที่อยู่หน้าโรงงานและออฟฟิศจริงๆ บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่พื้นฐานว่า PMI คืออะไร ISM ต่างจาก PMI เจ้าอื่นอย่างไร กลไก 50 จุดแปลว่าอะไร รวมถึงวิธีอ่าน PMI/ISM แบบทีละขั้นสำหรับเทรดเดอร์ทองและ Forex ที่ต้องการมองเกมเศรษฐกิจให้ขาดกว่าเดิม

ลูปจัดการอารมณ์ที่กั้นระหว่างเทรดเดอร์รอดกับพอร์ตพัง

ส่วนใหญ่พอร์ตไม่ได้พังเพราะกราฟ แต่พังเพราะเทรดเดอร์ไม่เคยรู้เลยว่า ช่วงไหน “ระบบคุมมือ” ช่วงไหน “อารมณ์คุมมือ”ไม้ที่เข้าเพราะ FOMO ดูเผิน ๆ ก็เหมือนไม้ปกติ แค่เห็นกราฟวิ่ง เห็นคนอื่นโชว์กำไร ก็รีบกดโดยไม่ทันเช็ก RR...

หลายครั้งไม่ได้แพ้ที่ “ทิศทางราคา” แต่แพ้ที่ “เหตุผลในการเข้าไม้”

ฝั่งหนึ่งเข้าเพราะกลัวตกรถ ราคาไปทางไหนก็วิ่งตาม อีกฝั่งหนึ่งเข้าเพราะรู้ชัดว่า ตรงนี้คือโซนได้เปรียบของตัวเอง Risk/Reward คุ้ม และยอมรับผลลัพธ์ได้ถ้าเราเคยไล่ซื้อทุกแท่งเขียว เคยเห็นคนอื่นกำไรแล้วทนไม่ได้ เคยเข้าตามฟีลโดยไม่รู้จุดตัดขาดทุน แปลว่าเรากำลังเล่นเกมแบบ “แมงเม่า / นักพนัน” อยู่เงียบ ๆแต่...
spot_img

Related Articles

Popular Categories

spot_imgspot_img