Sunday, January 18, 2026
30.3 C
Bangkok

ทำความรู้จัก Stablecoins เหรียญคริปโตที่ช่วยจัดการความเสี่ยงได้อย่างชาญฉลาด

ถ้าจะพูดถึงโลกของคริปโตเคอเรนซีแล้ว ความผันผวนของราคาเป็นอะไรที่ใครหลายคนรู้สึกถึงได้แบบไม่ต้องบอกก็รู้ แต่จะมีเหรียญชนิดหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้ดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาใหญ่ นั่นก็คือ Stablecoins หรือเหรียญคริปโตที่มีมูลค่าคงที่ ซึ่งจุดประสงค์หลักเป็นการรักษามูลค่าให้เทียบเท่ากับสกุลเงินหรือสินทรัพย์ที่เป็นมาตรฐาน เช่น ดอลลาร์สหรัฐ การที่ Stablecoins มีความเสถียรนี้เองจึงทำให้นักลงทุนหาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในพอร์ตคริปโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนอื่นเลย เราต้องเข้าใจก่อนว่า Stablecoins คืออะไร? มันเป็นเหรียญดิจิทัลที่ถูกผูกติดกับสกุลเงินหรือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าค่อนข้างนิ่ง เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐทองคำ หรือแม้กระทั่งคริปโตที่มีการกันมูลค่าไว้บางส่วนเพื่อรักษาราคาให้ค่อนข้างคงที่ จุดนี้ทำให้ Stablecoins กลายเป็นตัวเลือกแรก ๆ ของนักลงทุนที่ต้องการหลีกเลี่ยงความผันผวนของเหรียญดั้งเดิมอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum

สำหรับเหรียญยอดนิยมที่เราพูดถึงบ่อย ๆ จะมี USDT (Tether), USDC (USD Coin) และ BUSD (Binance USD) ซึ่งทั้งหมดนี้มีการผูกค่ากับดอลลาร์สหรัฐอเมริกา จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือการคงราคาไว้ 1 USDT = 1 USD, 1 USDC = 1 USD และ 1 BUSD = 1 USD แต่ก็ยังมีความแตกต่างกันในเรื่องของความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือของบริษัทผู้ออกเหรียญ รวมถึงนโยบายด้านการสำรองเงินทุนที่แตกต่างกันออกไป

USDT หรือ Tether ถือเป็นเหรียญ Stablecoin ที่เก่าแก่และได้รับความนิยมสูงสุดในตลาดคริปโต มันถูกพัฒนามาเพื่อให้การโอนเงินและการเทรดเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดที่ผันผวนเหลือเชื่อ แม้จะมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการตรวจสอบสินทรัพย์สำรองของ Tether แต่ก็ยังเป็นหนึ่งในเหรียญที่มีปริมาณการใช้งานสูงสุด

ในขณะที่ USDC มีความโปร่งใสมากกว่า ด้วยการสำรองเงินอย่างสมบูรณ์และได้รับการตรวจสอบโดยบริษัทการเงินที่มีชื่อเสียง นั่นทำให้ USDC ได้รับความไว้วางใจในวงกว้าง โดยเฉพาะนักลงทุนที่เน้นเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัยทางการเงิน

ส่วน BUSD ซึ่งสร้างขึ้นโดย Binance และ Paxos มาในรูปแบบที่รวมข้อดีของทั้ง USDT และ USDC เข้าไว้ด้วยกัน มีการรับรองโดดเด่นเรื่องการกำกับดูแลที่มีกฎหมายรองรับและความโปร่งใส ทำให้เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้งานแพลตฟอร์ม Binance เป็นหลัก

แล้ว Stablecoins จะช่วยบริหารความเสี่ยงในพอร์ตคริปโตเราได้ยังไง? คำตอบง่ายๆ คือ มันทำให้เราสามารถพักเงินในช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก ๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องถอนเงินออกมาเป็นเงินสดที่อาจเสียเวลาหรือมีค่าใช้จ่ายสูง การแปลงกลับมาใช้ Stablecoins ช่วยให้นักลงทุนสามารถรักษาสภาพคล่องและยังคงอยู่ในระบบนิเวศของคริปโตอย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากนั้น Stablecoins ยังเป็นสะพานในการโอนเงินผ่านระบบบล็อกเชนที่รวดเร็วและค่าธรรมเนียมต่ำกว่าระบบธนาคารปกติอย่างชัดเจน ซึ่งนี่คือข้อได้เปรียบอย่างมากสำหรับนักลงทุนและคนทำธุรกิจที่ต้องการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ

สำหรับนักลงทุนทั่วไป การถือครอง Stablecoins จึงเป็นเหมือนการมีตัวช่วยที่พกติดตัวไว้ เผื่อเวลาตลาดมีความผันผวนจะได้มีที่พักใจที่มั่นคงและปลอดภัย แถมยังสามารถนำไปใช้โอกาสตลาดได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเหรียญอื่น ๆ หรือรอเวลาขายโดยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องราคาที่จะตกลงไปมาก

ก็มาถึงส่วนที่หลายคนสงสัยกันว่า เราจะเลือกใช้ Stablecoins แบบไหน? ความจริงแล้วไม่มีคำตอบตายตัว มันขึ้นอยู่กับความต้องการและวัตถุประสงค์การลงทุนของแต่ละคน เช่น ถ้าต้องการความรวดเร็วและการใช้งานที่หลากหลาย USDT อาจเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ แต่ถ้าต้องการความมั่นคงโปร่งใส และตรวจสอบได้ USDC จะเหมาะกว่า ส่วน BUSD เหมาะกับคนที่ใช้งานแพลตฟอร์ม Binance เป็นหลัก

สรุปแล้ว Stablecoins เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในโลกของคริปโต พวกมันไม่เพียงแต่ช่วยให้เรารักษามูลค่าในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน แต่ยังเป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมและการบริหารจัดการพอร์ตที่ยืดหยุ่นและน่าเชื่อถือ ถ้าคุณยังไม่เคยลองใช้ Stablecoins ในพอร์ตการลงทุน ลองเปิดใจดู แล้วคุณจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างที่ช่วยให้การลงทุนคริปโตของคุณมีความมั่นคงมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

เชิญติดตามและอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stablecoins ได้จากแหล่งความรู้และข่าวสารที่น่าเชื่อถือ เช่น Guzemarkets [https://www.guzemarkets.com/th/education/stablecoin], Merkle Capital [https://merkle.capital/articles/usdt-vs-usdc], และ Finnomena [https://www.finnomena.com/zipmex/usdt-vs-usdc/].

คำชี้แจง

เนื้อหาบนเว็บไซต์นี้สร้างขึ้นโดย ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และได้รับการตรวจสอบความถูกต้องจากระบบ AI ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและงานวิจัยล่าสุดแบบ Real-time อย่างไรก็ตาม เราขอแนะนำให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการทำความเข้าใจข้อมูลทุกครั้ง ไม่ว่าเนื้อหานั้นจะถูกสร้างโดยมนุษย์หรือ AI ก็ตาม

ทีมงาน NowTrd.com มุ่งมั่นที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือเพื่อมอบข้อมูลที่มีคุณภาพและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้อ่านทุกท่านอย่างมีความรับผิดชอบต่อความถูกต้อง หากพบข้อผิดพลาดหรือจุดบกพร่องใดๆ โปรดแจ้งให้เราทราบที่ [email protected] เพื่อร่วมพัฒนาเนื้อหาให้ดียิ่งขึ้น

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ

Hot this week

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

Topics

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

PMI/ISM อ่านอย่างไร คู่มืออ่านดัชนีผู้จัดการจัดซื้อสำหรับเทรดเดอร์

PMI/ISM ไม่ใช่ตัวเลขสวยๆ ที่โผล่ในปฏิทินเศรษฐกิจเดือนละครั้ง แต่คือเสียงจากผู้จัดการจัดซื้อที่อยู่หน้าโรงงานและออฟฟิศจริงๆ บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่พื้นฐานว่า PMI คืออะไร ISM ต่างจาก PMI เจ้าอื่นอย่างไร กลไก 50 จุดแปลว่าอะไร รวมถึงวิธีอ่าน PMI/ISM แบบทีละขั้นสำหรับเทรดเดอร์ทองและ Forex ที่ต้องการมองเกมเศรษฐกิจให้ขาดกว่าเดิม

ลูปจัดการอารมณ์ที่กั้นระหว่างเทรดเดอร์รอดกับพอร์ตพัง

ส่วนใหญ่พอร์ตไม่ได้พังเพราะกราฟ แต่พังเพราะเทรดเดอร์ไม่เคยรู้เลยว่า ช่วงไหน “ระบบคุมมือ” ช่วงไหน “อารมณ์คุมมือ”ไม้ที่เข้าเพราะ FOMO ดูเผิน ๆ ก็เหมือนไม้ปกติ แค่เห็นกราฟวิ่ง เห็นคนอื่นโชว์กำไร ก็รีบกดโดยไม่ทันเช็ก RR...

หลายครั้งไม่ได้แพ้ที่ “ทิศทางราคา” แต่แพ้ที่ “เหตุผลในการเข้าไม้”

ฝั่งหนึ่งเข้าเพราะกลัวตกรถ ราคาไปทางไหนก็วิ่งตาม อีกฝั่งหนึ่งเข้าเพราะรู้ชัดว่า ตรงนี้คือโซนได้เปรียบของตัวเอง Risk/Reward คุ้ม และยอมรับผลลัพธ์ได้ถ้าเราเคยไล่ซื้อทุกแท่งเขียว เคยเห็นคนอื่นกำไรแล้วทนไม่ได้ เคยเข้าตามฟีลโดยไม่รู้จุดตัดขาดทุน แปลว่าเรากำลังเล่นเกมแบบ “แมงเม่า / นักพนัน” อยู่เงียบ ๆแต่...
spot_img

Related Articles

Popular Categories

spot_imgspot_img