Saturday, January 24, 2026
27.1 C
Bangkok

วิธีการคำนวณดัชนี เข้าใจเบื้องหลังตัวเลข

เคยสงสัยไหมครับว่า ดัชนีหุ้นอย่าง SET Index หรือ Dow Jones Industrial Average คำนวณกันยังไง? ทำไมตัวเลขถึงขึ้นๆ ลงๆ แล้วมันสะท้อนอะไรในตลาดหลักทรัพย์? บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังตัวเลขดัชนี ไขความลับวิธีการคำนวณ และทำความเข้าใจความหมายของมันแบบง่ายๆ เหมือนแกะเปลือกกล้วยเข้าปากเลยล่ะครับ

ดัชนีคืออะไร? ทำไมต้องมี?

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับ “ดัชนี” กันก่อน ถ้าจะให้อธิบายแบบบ้านๆ เลย ดัชนีก็เหมือน “ไม้บรรทัด” ของตลาดหุ้นครับ เอาไว้ใช้วัดผลการดำเนินงานโดยรวมของตลาด หรือกลุ่มของหลักทรัพย์ที่เราสนใจ

สมมติว่า เราอยากรู้ว่าวันนี้ตลาดหุ้นไทยเป็นอย่างไรบ้าง หุ้นส่วนใหญ่ขึ้นหรือลง? แค่ดูตัวเลข SET Index ก็พอจะบอกได้คร่าวๆ แล้วครับ ถ้า SET Index ขึ้น แปลว่าโดยรวมแล้วหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดมีราคาสูงขึ้น แต่ถ้า SET Index ลง ก็แปลว่าหุ้นส่วนใหญ่ราคาลดลง

ดัชนีมีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งใช้วัดผลตอบแทนการลงทุน เปรียบเทียบผลการดำเนินงานของพอร์ตกับตลาด และยังช่วยในการตัดสินใจลงทุนอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนทุกคนต้องรู้จักครับ

วิธีการคำนวณดัชนี: ไม่ยากอย่างที่คิด

การคำนวณดัชนี หลักๆ แล้วมีอยู่ 2 วิธีครับ คือ

  • การคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization-Weighted Index) เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุด โดยจะให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงกว่า ตัวอย่างเช่น SET Index, S&P 500
  • การคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยราคาหุ้น (Price-Weighted Index) วิธีนี้จะให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีราคาสูงกว่า ตัวอย่างเช่น Dow Jones Industrial Average

เดี๋ยวเรามาดูรายละเอียดของแต่ละวิธีกันเลยครับ

1. การคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด

วิธีนี้ จะคำนวณจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของหุ้นทั้งหมดในดัชนี หารด้วยตัวหาร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรับเปลี่ยนเพื่อให้ดัชนีมีความต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของดัชนี เช่น มีการเพิ่มหรือถอดหุ้นออก

สูตรการคำนวณ:

ดัชนี = (มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของหุ้นทั้งหมด / ตัวหาร) x ค่าคงที่

ยกตัวอย่าง SET Index ซึ่งคำนวณแบบนี้ โดย

  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ก็คือ ราคาหุ้น x จำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัทนั้นๆ
  • ตัวหาร เป็นตัวเลขที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดขึ้น เพื่อให้ดัชนีมีความต่อเนื่อง
  • ค่าคงที่ คือ 100 ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นของ SET Index เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518

จะเห็นได้ว่า หุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูง จะมีอิทธิพลต่อดัชนีมากกว่าหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดต่ำ นั่นหมายความว่า ถ้าราคาหุ้นของบริษัทใหญ่ๆ เช่น PTT, AOT เปลี่ยนแปลง ก็จะส่งผลต่อ SET Index มากกว่าหุ้นของบริษัทเล็กๆ ครับ

2. การคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยราคาหุ้น

วิธีนี้ จะคำนวณจากผลรวมของราคาหุ้นทั้งหมดในดัชนี หารด้วยตัวหาร ซึ่งก็เช่นเดียวกัน ตัวหารจะปรับเปลี่ยนเพื่อให้ดัชนีมีความต่อเนื่อง

สูตรการคำนวณ:

ดัชนี = (ผลรวมของราคาหุ้นทั้งหมด / ตัวหาร)

ยกตัวอย่าง Dow Jones Industrial Average ซึ่งเป็นดัชนีที่คำนวณแบบนี้ โดยเลือกหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ 30 บริษัท

วิธีนี้ หุ้นที่มีราคาสูงกว่า จะมีอิทธิพลต่อดัชนีมากกว่าหุ้นที่มีราคาต่ำกว่า ซึ่งอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ เพราะราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนขนาดหรือความสำคัญของบริษัทเสมอไป

ทำความเข้าใจกับตัวเลขดัชนี

เมื่อเรารู้วิธีการคำนวณดัชนีแล้ว เรามาดูกันต่อว่า ตัวเลขดัชนีบอกอะไรเราบ้าง

  • ทิศทางของตลาด: อย่างที่บอกไปตอนต้น ถ้าดัชนีขึ้น แปลว่าโดยรวมแล้วตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ถ้าดัชนีลง ก็แปลว่าตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วงขาลง
  • ระดับความผันผวน: การเปลี่ยนแปลงของดัชนี บ่งบอกถึงระดับความผันผวนของตลาด ถ้าดัชนีแกว่งตัวมาก แสดงว่าตลาดมีความผันผวนสูง
  • ผลตอบแทนของตลาด: เราสามารถใช้ดัชนีเป็นตัวเปรียบเทียบ เพื่อดูว่าผลตอบแทนจากการลงทุนของเราเป็นอย่างไร เทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาด

ข้อควรระวังในการใช้ดัชนี

ถึงแม้ดัชนีจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการ เช่น

  • ดัชนีไม่ได้สะท้อนภาพรวมของตลาดทั้งหมด: ดัชนีแต่ละตัว จะเลือกหุ้นเข้ามาคำนวณเพียงบางส่วนเท่านั้น ดังนั้น จึงอาจไม่ได้สะท้อนภาพรวมของตลาดทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์
  • ดัชนีอาจมีความคลาดเคลื่อน: วิธีการคำนวณดัชนีแต่ละแบบ มีข้อดีข้อเสียต่างกัน และอาจมีความคลาดเคลื่อนได้
  • อย่าใช้ดัชนีเป็นปัจจัยเดียวในการตัดสินใจลงทุน: การลงทุนมีความเสี่ยง เราควรศึกษาข้อมูล วิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ประกอบการตัดสินใจ ไม่ควรใช้ดัชนีเป็นปัจจัยเดียว

บทสรุป

หวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจวิธีการคำนวณดัชนี และความหมายของตัวเลขดัชนีมากขึ้นนะครับ การทำความเข้าใจดัชนี เป็นพื้นฐานสำคัญในการลงทุน ที่จะช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่าลืมนะครับ การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง และขอให้ทุกคนโชคดีในการลงทุนครับ!

Hot this week

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

Topics

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

PMI/ISM อ่านอย่างไร คู่มืออ่านดัชนีผู้จัดการจัดซื้อสำหรับเทรดเดอร์

PMI/ISM ไม่ใช่ตัวเลขสวยๆ ที่โผล่ในปฏิทินเศรษฐกิจเดือนละครั้ง แต่คือเสียงจากผู้จัดการจัดซื้อที่อยู่หน้าโรงงานและออฟฟิศจริงๆ บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่พื้นฐานว่า PMI คืออะไร ISM ต่างจาก PMI เจ้าอื่นอย่างไร กลไก 50 จุดแปลว่าอะไร รวมถึงวิธีอ่าน PMI/ISM แบบทีละขั้นสำหรับเทรดเดอร์ทองและ Forex ที่ต้องการมองเกมเศรษฐกิจให้ขาดกว่าเดิม

ลูปจัดการอารมณ์ที่กั้นระหว่างเทรดเดอร์รอดกับพอร์ตพัง

ส่วนใหญ่พอร์ตไม่ได้พังเพราะกราฟ แต่พังเพราะเทรดเดอร์ไม่เคยรู้เลยว่า ช่วงไหน “ระบบคุมมือ” ช่วงไหน “อารมณ์คุมมือ”ไม้ที่เข้าเพราะ FOMO ดูเผิน ๆ ก็เหมือนไม้ปกติ แค่เห็นกราฟวิ่ง เห็นคนอื่นโชว์กำไร ก็รีบกดโดยไม่ทันเช็ก RR...

หลายครั้งไม่ได้แพ้ที่ “ทิศทางราคา” แต่แพ้ที่ “เหตุผลในการเข้าไม้”

ฝั่งหนึ่งเข้าเพราะกลัวตกรถ ราคาไปทางไหนก็วิ่งตาม อีกฝั่งหนึ่งเข้าเพราะรู้ชัดว่า ตรงนี้คือโซนได้เปรียบของตัวเอง Risk/Reward คุ้ม และยอมรับผลลัพธ์ได้ถ้าเราเคยไล่ซื้อทุกแท่งเขียว เคยเห็นคนอื่นกำไรแล้วทนไม่ได้ เคยเข้าตามฟีลโดยไม่รู้จุดตัดขาดทุน แปลว่าเรากำลังเล่นเกมแบบ “แมงเม่า / นักพนัน” อยู่เงียบ ๆแต่...
spot_img

Related Articles

Popular Categories

spot_imgspot_img