Saturday, January 24, 2026
30.3 C
Bangkok

รู้จักดัชนี ESG กับการลงทุนที่ยั่งยืนในยุคนี้

ถ้าพูดถึงการลงทุนในยุคนี้ เรื่องของความยั่งยืนกลายเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามได้เลยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ดัชนี ESG” ที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินแต่ยังไม่รู้ลึกว่าคืออะไร มันไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราวนะ แต่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ยั่งยืนที่สุดสำหรับการลงทุนทั่วโลกและในบ้านเรา วันนี้ผมอยากพาคุณไปรู้จักกับดัชนีนี้อย่างละเอียด มุมมองแบบมือโปรที่เข้าใจง่าย และวิธีปรับใช้ดัชนี ESG ในการเลือกหุ้นหรือ ETF ที่ตอบโจทย์การลงทุนแบบมีจุดยืนจริงๆ

ดัชนี ESG คืออะไร?
ดัชนี ESG ย่อมาจากคำว่า Environmental, Social, และ Governance แปลง่ายๆ ว่าเป็นดัชนีที่วัดความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลของบริษัทต่างๆ หรือก็คือการประเมินว่าบริษัทนั้นๆ มีความรับผิดชอบต่อโลกใบนี้และสังคมขนาดไหนก่อนที่เราจะเลือกลงทุนครับ

หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมดัชนีนี้ถึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ? คำตอบคือ โลกเราเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนเริ่มตระหนักว่าการลงทุนเพื่อผลตอบแทนเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอยาวนาน สิ่งที่สำคัญคือการลงทุนที่ช่วยสนับสนุนให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น และผลนี้ก็สะท้อนกลับมาที่ผลประกอบการในระยะยาวด้วย

ในประเทศไทยเอง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก็ได้จัดทำดัชนี SETESG ขึ้นมาเพื่อรวบรวมหุ้นของบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งจะประเมินจากปัจจัย ESG ที่กล่าวไปแล้ว นี่เป็นสัญญาณบอกว่านักลงทุนไทยก็ให้ความสนใจกันมากขึ้นตามกระแสโลก

ทำไมต้องลงทุนโดยใช้ดัชนี ESG?
ลงทุนกับดัชนี ESG มีข้อดีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

– ลดความเสี่ยงในพอร์ตลงทุน เพราะบริษัทที่มีธรรมาภิบาลดี มักจะไม่เผชิญกับปัญหาสิ่่งแวดล้อมหรือข้อพิพาททางสังคมที่อาจกระทบธุรกิจอย่างรุนแรง
– โอกาสในการเติบโตที่ยั่งยืน บริษัทที่สนใจเรื่อง ESG มักจะปรับตัวในอนาคตได้ดี และดึงดูดลูกค้า นักลงทุน และพาร์ทเนอร์ที่มีความรับผิดชอบ
– สอดคล้องกับความเชื่อส่วนตัวของนักลงทุนที่อยากเห็นโลกที่ดีขึ้นไปพร้อมกับผลตอบแทนทางการเงิน

ผมเองในฐานะนักลงทุนที่ติดตามเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน เลือกใช้ดัชนี ESG เป็นเกณฑ์หลักหนึ่งในการคัดเลือกหุ้นเสริมพอร์ต Alternative Investments เพราะมันช่วยให้พอร์ตของผมมีความหลากหลายและตั้งอยู่บนฐานของความยั่งยืนจริงๆ

แนวทางการใช้ดัชนี ESG ในการลงทุน
ถ้าอยากลองใช้ดัชนี ESG ในการเลือกหุ้นหรือ ETF ต้องเริ่มจากเข้าใจว่าดัชนีเหล่านี้มีเกณฑ์การคัดเลือกอย่างไร บริษัทไหนเข้ารอบบ้าง เช่น ดัชนี SETESG ของไทย จะคัดเลือกจากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีคะแนน ESG สูงและผ่านมาตรฐานที่กำหนดไว้

แต่ละดัชนีอาจมีวิธีการประเมินและน้ำหนักคะแนนแตกต่างกันไป ดังนั้นต้องดูข้อมูลรายละเอียดให้ดี และลองตรวจสอบข้อมูล ESG ของบริษัทที่สนใจก่อนการลงทุนเสมอ

เมื่อเลือกหุ้นแล้ว ก็สามารถหากองทุน ETF ที่อิงกับดัชนี ESG เหล่านี้ได้ ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงและให้มืออาชีพดูแลการบริหารจัดการสำหรับเรา

ประเทศไทยกับกระแส ESG

จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (https://www.set.or.th/th/market/index/setesg/overview) ดัชนี SETESG เป็นดัชนีที่ได้รับความน่าเชื่อถือและสะท้อนภาพการเคลื่อนไหวของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจยั่งยืนสูงในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีดัชนีหรือการประเมิน ESG เช่น ไทยพัฒน์ ที่ช่วยชี้วัดผลตอบแทนรวมสุทธิแบบ ESG (https://www.thaipat.org/2019/02/thaipat-esg-index-methodology.html?m=0) เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลตัดสินใจที่ดีขึ้น

สรุป
ถ้าอยากลงทุนแบบมีจุดยืนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ดัชนี ESG คือเครื่องมือที่ตอบโจทย์ที่สุดในยุคนี้ ช่วยให้เราเลือกหุ้นหรือ ETF ที่ไม่ใช่แค่หวังผลกำไร แต่ยังร่วมสนับสนุนสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดีไปพร้อมกัน

อย่ารอช้า ลงมือศึกษาดัชนี ESG และลองใช้จริงเพื่อเสริมพอร์ต Alternative Investments ของคุณนะครับ โลกการลงทุนกำลังเปลี่ยนแปลง และการมีจุดยืนที่ชัดเจนนี้จะช่วยให้เราอยู่รอดและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

ข้อมูลอ้างอิง:
1. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ดัชนี SETESG, https://www.set.or.th/th/market/index/setesg/overview
2. Thaipat Institute, รายละเอียดดัชนี อีเอสจี ไทยพัฒน์, https://www.thaipat.org/2019/02/thaipat-esg-index-methodology.html?m=0
3. SET Investnow, ESG Indices, https://www.setinvestnow.com/th/esg-indices

ขอบคุณที่อ่านนะครับ หวังว่าบทความนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ และพาคุณไปสู่การลงทุนอย่างมีจุดยืนและยั่งยืนในอนาคตครับ

คำชี้แจง

เนื้อหาบนเว็บไซต์นี้สร้างขึ้นโดย ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และได้รับการตรวจสอบความถูกต้องจากระบบ AI ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและงานวิจัยล่าสุดแบบ Real-time อย่างไรก็ตาม เราขอแนะนำให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการทำความเข้าใจข้อมูลทุกครั้ง ไม่ว่าเนื้อหานั้นจะถูกสร้างโดยมนุษย์หรือ AI ก็ตาม

ทีมงาน NowTrd.com มุ่งมั่นที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือเพื่อมอบข้อมูลที่มีคุณภาพและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้อ่านทุกท่านอย่างมีความรับผิดชอบต่อความถูกต้อง หากพบข้อผิดพลาดหรือจุดบกพร่องใดๆ โปรดแจ้งให้เราทราบที่ [email protected] เพื่อร่วมพัฒนาเนื้อหาให้ดียิ่งขึ้น

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ

Hot this week

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

Topics

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

PMI/ISM อ่านอย่างไร คู่มืออ่านดัชนีผู้จัดการจัดซื้อสำหรับเทรดเดอร์

PMI/ISM ไม่ใช่ตัวเลขสวยๆ ที่โผล่ในปฏิทินเศรษฐกิจเดือนละครั้ง แต่คือเสียงจากผู้จัดการจัดซื้อที่อยู่หน้าโรงงานและออฟฟิศจริงๆ บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่พื้นฐานว่า PMI คืออะไร ISM ต่างจาก PMI เจ้าอื่นอย่างไร กลไก 50 จุดแปลว่าอะไร รวมถึงวิธีอ่าน PMI/ISM แบบทีละขั้นสำหรับเทรดเดอร์ทองและ Forex ที่ต้องการมองเกมเศรษฐกิจให้ขาดกว่าเดิม

ลูปจัดการอารมณ์ที่กั้นระหว่างเทรดเดอร์รอดกับพอร์ตพัง

ส่วนใหญ่พอร์ตไม่ได้พังเพราะกราฟ แต่พังเพราะเทรดเดอร์ไม่เคยรู้เลยว่า ช่วงไหน “ระบบคุมมือ” ช่วงไหน “อารมณ์คุมมือ”ไม้ที่เข้าเพราะ FOMO ดูเผิน ๆ ก็เหมือนไม้ปกติ แค่เห็นกราฟวิ่ง เห็นคนอื่นโชว์กำไร ก็รีบกดโดยไม่ทันเช็ก RR...

หลายครั้งไม่ได้แพ้ที่ “ทิศทางราคา” แต่แพ้ที่ “เหตุผลในการเข้าไม้”

ฝั่งหนึ่งเข้าเพราะกลัวตกรถ ราคาไปทางไหนก็วิ่งตาม อีกฝั่งหนึ่งเข้าเพราะรู้ชัดว่า ตรงนี้คือโซนได้เปรียบของตัวเอง Risk/Reward คุ้ม และยอมรับผลลัพธ์ได้ถ้าเราเคยไล่ซื้อทุกแท่งเขียว เคยเห็นคนอื่นกำไรแล้วทนไม่ได้ เคยเข้าตามฟีลโดยไม่รู้จุดตัดขาดทุน แปลว่าเรากำลังเล่นเกมแบบ “แมงเม่า / นักพนัน” อยู่เงียบ ๆแต่...
spot_img

Related Articles

Popular Categories

spot_imgspot_img