Monday, January 19, 2026
25.7 C
Bangkok

ทำความรู้จัก Kering ยักษ์ใหญ่แฟชั่นลักชัวรี่ที่เปลี่ยนเกมด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน

เมื่อเราพูดถึงวงการแฟชั่นสุดหรูระดับโลก ชื่อ Kering อาจจะยังไม่คุ้นหูสำหรับหลายคน แต่เชื่อเถอะว่าผลงานและอิทธิพลของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ในวงการแฟชั่นนั้นมโหฬารเกินคาดเลยล่ะ Kering คือกลุ่มบริษัทแฟชั่นและเครื่องประดับหรูที่แข็งแกร่ง มีแบรนด์ระดับโลกอย่าง Gucci, Balenciaga, Yves Saint Laurent รวมถึงอีกหลายแบรนด์ที่มีชื่อเสียง จนทำให้ Kering กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์เมกเกอร์สำคัญที่เฝ้าดูอย่างใกล้ชิดในตลาดแฟชั่นสูง

คงไม่แปลกใจที่หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วกลยุทธ์ที่ทำให้ Kering ยืนหยัดและครองใจแฟชั่นนิสต้าทั่วโลกคืออะไร? วันนี้ผมจะพาคุณไปเจาะลึกแผนการทำงานของ Kering ตั้งแต่การจัดการแบรนด์ดังไปจนถึงมุมมองต่ออนาคตของวงการแฟชั่น

กลยุทธ์หลักของ Kering: เน้นความยั่งยืนและนวัตกรรม

Kering ไม่ได้เป็นแค่บริษัทยักษ์ใหญ่แบบธรรมดา แต่เขามีกลยุทธ์เร่งด่วนเพื่อสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกโดยเฉพาะเรื่องความยั่งยืน ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม, ใช้วัตถุดิบที่มีความรับผิดชอบ, ไปจนถึงการลดของเสียและการจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้ทำให้ Kering ดีดตัวเองขึ้นมาได้ในสายตาของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจและต้องการเข้าถึงแฟชั่นที่ไม่ทำลายโลก

นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งเสริมความแข็งแกร่งของแต่ละแบรนด์ภายในเครือให้มีเอกลักษณ์และจุดขายชัดเจนอย่าง Gucci ที่ในปี 2024 ถึงแม้ว่ารายได้จะมีการลดลงแต่ก็มีการตั้งแคมเปญ “Gucci Ancora” ที่นำเสนอความซับซ้อนลดลงและความหรูหราแบบเรียบง่ายผ่านการออกแบบที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคในวงกว้าง

ขยายตลาดด้วย Kering Eyewear และการปรับช่องทางจัดจำหน่าย

ในปี 2024 รายได้ของ Kering ลดลง 12% ซึ่งเป็นความท้าทายที่รุนแรง แต่ยังมีส่วนที่เติบโตอย่าง Kering Eyewear ที่รายงานรายได้เพิ่มขึ้น 24% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้กลยุทธ์เน้นความพิเศษและความต้องการเฉพาะกลุ่ม โดยการตัดสินใจจัดการช่องทางจัดจำหน่ายอย่างเข้มงวดเพื่อลดช่องทางขายส่งลงมากกว่า 20% เพื่อคงความพรีเมียมและความพิเศษของแบรนด์เอาไว้

ยกตัวอย่างเช่น Gucci ที่ในปีเดียวกันรายได้ลดลง 23% แต่ทางบริษัทได้ประกาศแผนฟื้นฟูและการตั้งเป้าหมายนวัตกรรมใหม่ในคอลเลกชันปี 2025 ที่จะช่วยให้แบรนด์ก้าวสู่ความทันสมัยและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น

บทสรุปและทิศทางอนาคตของ Kering

สิ่งที่ผมเห็นชัดเจนคือ Kering ไม่หยุดนิ่งกับความสำเร็จเดิมๆ แต่กลับมุ่งมั่นในเรื่องการสร้างสรรค์และการเปลี่ยนแปลง ทั้งในแง่ของผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม รวมถึงการปรับช่องทางจัดจำหน่ายและการทำตลาดแบบยั่งยืน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม Kering ถึงยังเป็นเจ้าตลาดแฟชั่นลักชัวรี่ที่แข็งแกร่ง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค

สุดท้าย ถ้าคุณเป็นผู้ที่สนใจแฟชั่นระดับลักชัวรี่และอยากรู้ว่าธุรกิจแฟชั่นยักษ์ใหญ่อย่าง Kering กำลังจะพาคุณเดินทางไปสู่ทิศทางไหน ผมแนะนำให้จับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะแผนกลยุทธ์ที่ผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและนวัตกรรมของพวกเขาจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแฟชั่นระดับโลกในอนาคตอย่างแน่นอน

หวังว่าบทความนี้จะให้มุมมองที่ลึกซึ้งและชัดเจนเกี่ยวกับ Kering และเส้นทางที่เขาเดินในอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับโลกนะครับ

คำชี้แจง

เนื้อหาบนเว็บไซต์นี้สร้างขึ้นโดย ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และได้รับการตรวจสอบความถูกต้องจากระบบ AI ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและงานวิจัยล่าสุดแบบ Real-time อย่างไรก็ตาม เราขอแนะนำให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลในการทำความเข้าใจข้อมูลทุกครั้ง ไม่ว่าเนื้อหานั้นจะถูกสร้างโดยมนุษย์หรือ AI ก็ตาม

ทีมงาน NowTrd.com มุ่งมั่นที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือเพื่อมอบข้อมูลที่มีคุณภาพและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้อ่านทุกท่านอย่างมีความรับผิดชอบต่อความถูกต้อง หากพบข้อผิดพลาดหรือจุดบกพร่องใดๆ โปรดแจ้งให้เราทราบที่ [email protected] เพื่อร่วมพัฒนาเนื้อหาให้ดียิ่งขึ้น

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ

Hot this week

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

Topics

สูตรเทรดให้รอด: Define Risk → Size → Execute → Evaluate

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่โฟกัส “เข้าให้แม่น” แต่สิ่งที่ทำให้รอดจริงคือ “คุม Risk ให้เป็นระบบ”เข้าแม่นแค่ไหนก็พังได้ ถ้าล็อตพาไปพัง เข้าไม่แม่นมากก็อยู่รอดได้ ถ้าผิดแล้วไม่ตายโดยเฉพาะ XAUUSD ที่สวิงแรง...

ช่วงที่อันตรายที่สุดของเทรดเดอร์… คือหลัง “ชนะติดกัน”

คนส่วนใหญ่คิดว่าช่วงอันตรายคือ “แพ้ติดกัน” แต่ความจริง… ช่วงที่พอร์ตพังง่ายที่สุดคือหลัง “ชนะติดกัน”เพราะตอนแพ้ เรามักระวัง แต่ตอนชนะ เรามักห้าวแบบไม่รู้ตัวห้าวด้วยการเพิ่มล็อต ห้าวด้วยการเข้าไม้เร็วขึ้น ห้าวด้วยการเทรดถี่ขึ้น ห้าวด้วยการเชื่อว่า “วันนี้เอาอยู่”นี่คือกับดักที่ชื่อ Overconfidence Bias ความมั่นใจเกินเหตุหลังชนะติดกันและใน...

ไส้ยาวไม่ได้แปลว่ากลับตัว… มันอาจเป็นแค่การกวาด SL

เห็นแท่งไส้ยาวปุ๊บ แล้วรีบสวนทันที นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เทรดเดอร์ทองมือใหม่โดน “ลาก” ซ้ำ ๆเพราะใน XAUUSD แท่งไส้ยาวไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่า “กลับตัว” เสมอไป หลายครั้งมันมีไว้เพื่อ...

ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึก เทรดเดอร์ที่เก่งก็พังได้

พอร์ตส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะเข้าไม้ไม่เป็น พังตอน “เพิ่มล็อต”และที่โหดคือ… คนที่พังจากการเพิ่มล็อต ไม่ได้เป็นมือใหม่อย่างเดียว เทรดเดอร์ที่ “เก่ง” ก็พังได้เหมือนกัน ถ้ายังเพิ่มไม้ตามความรู้สึกเพราะความเก่งทำให้เรามั่นใจ และความมั่นใจนี่แหละ ที่กลายเป็นกับดักชื่อดังในจิตวิทยา: Confidence Biasบทความนี้จะพาแยกให้ชัดว่า เพิ่มไม้เมื่อมั่นใจ...

พอร์ตพังไม่ใช่เพราะแพ้… แต่เพราะ “อยากชนะเกินไป”

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้พังเพราะ “แพ้ครั้งเดียว” พังเพราะ “แพ้แล้วไม่ยอมแพ้”มันเริ่มจากความคิดที่ดูเหมือนมีไฟ: วันนี้ต้องกลับมาเป็นบวก ไม้หน้าต้องเอาคืน สัปดาห์นี้ต้องชนะให้ได้ฟังดูเหมือนนักสู้ แต่ในตลาด… นี่คือสูตรพอร์ตแตกแบบคลาสสิก เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับ “คนอยากชนะ” ตลาดให้รางวัลกับ “คนไม่ตาย”บทความนี้คือการแยกให้ชัดว่า Win Obsession (หมกมุ่นกับชัยชนะ) ต่างจาก Survival...

PMI/ISM อ่านอย่างไร คู่มืออ่านดัชนีผู้จัดการจัดซื้อสำหรับเทรดเดอร์

PMI/ISM ไม่ใช่ตัวเลขสวยๆ ที่โผล่ในปฏิทินเศรษฐกิจเดือนละครั้ง แต่คือเสียงจากผู้จัดการจัดซื้อที่อยู่หน้าโรงงานและออฟฟิศจริงๆ บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่พื้นฐานว่า PMI คืออะไร ISM ต่างจาก PMI เจ้าอื่นอย่างไร กลไก 50 จุดแปลว่าอะไร รวมถึงวิธีอ่าน PMI/ISM แบบทีละขั้นสำหรับเทรดเดอร์ทองและ Forex ที่ต้องการมองเกมเศรษฐกิจให้ขาดกว่าเดิม

ลูปจัดการอารมณ์ที่กั้นระหว่างเทรดเดอร์รอดกับพอร์ตพัง

ส่วนใหญ่พอร์ตไม่ได้พังเพราะกราฟ แต่พังเพราะเทรดเดอร์ไม่เคยรู้เลยว่า ช่วงไหน “ระบบคุมมือ” ช่วงไหน “อารมณ์คุมมือ”ไม้ที่เข้าเพราะ FOMO ดูเผิน ๆ ก็เหมือนไม้ปกติ แค่เห็นกราฟวิ่ง เห็นคนอื่นโชว์กำไร ก็รีบกดโดยไม่ทันเช็ก RR...

หลายครั้งไม่ได้แพ้ที่ “ทิศทางราคา” แต่แพ้ที่ “เหตุผลในการเข้าไม้”

ฝั่งหนึ่งเข้าเพราะกลัวตกรถ ราคาไปทางไหนก็วิ่งตาม อีกฝั่งหนึ่งเข้าเพราะรู้ชัดว่า ตรงนี้คือโซนได้เปรียบของตัวเอง Risk/Reward คุ้ม และยอมรับผลลัพธ์ได้ถ้าเราเคยไล่ซื้อทุกแท่งเขียว เคยเห็นคนอื่นกำไรแล้วทนไม่ได้ เคยเข้าตามฟีลโดยไม่รู้จุดตัดขาดทุน แปลว่าเรากำลังเล่นเกมแบบ “แมงเม่า / นักพนัน” อยู่เงียบ ๆแต่...
spot_img

Related Articles

Popular Categories

spot_imgspot_img